คร.ร่วมหลายหน่วยงานชูความสำเร็จโครงการวิจัยยารักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่กรมควบคุมโรค(คร.)  นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.)พร้อม ศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รักษาการรองผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พญ.อิซาเบล ออนดิเยอ-เมแยร์ หัวหน้าโครงการวิจัยทางคลินิกด้านเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบ ซี องค์กรเพื่อการริเริ่มจัดหายาสำหรับโรคที่ถูกละเลย (Drugs for Neglected Diseases initiative, DNDi) รศ.พญ.อัญชลี อวิหิงสานนท์ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย (HIV-NAT) และนายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ร่วมแถลงข่าว “ความสำเร็จโครงการวิจัยยาต้านไวรัสโซฟอสบูเวีย และราวิดาสเวีย (Sofosbuvir+Ravidasvir) สำหรับรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ ซี”

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า โรคไวรัสตับอักเสบซี เป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ ติดต่อทางเลือดและทางเพศสัมพันธ์ จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก คาดประมาณผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง ประมาณ 71 ล้านคนทั่วโลก ในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 300,000–700,000 ราย ทั้งนี้ เชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี มี 6 สายพันธุ์ ในไทยมักสายพันธุ์ที่ 3, 1 และ 6 ตามลำดับ ทั้งนี้ในการรักษาโรคดังกล่าวที่ผ่านมารัฐให้งบประมาณปีละ 300-400 ล้านบาท เพื่อจัดหายาเพ็คอินเตอร์เฟอร์รอน (Pegylated Interferon) และไรบาวาริน (Ribavirin) สามารถรักษาผู้ป่วยได้ประมาณปีละ 3,000 ราย แต่ยาดังกล่าวมีประสิทธิผลในการรักษาเพียงร้อยละ 60-80 ใช้เวลาในการรักษานาน และมีผลข้างเคียงสูง ล่าสุดมียากลุ่มใหม่เป็น Direct Acting Antivirals (DAAs)คือรวมยา 2 ตัวคือ ฟอสบูเวีย และราวิดาสเวีย ซึ่งช่วยรักษาโรคให้หายขาดได้ร้อยละ 90 ใช้เวลาสั้น ผลข้างเคียงน้อย แต่ราคาแพงเฉลี่ย1 คนอยู่ที่ 16,800-48,720 บาท

ดังนั้น กรมควบคุมโรค สวทช. และองค์กรเพื่อการจัดหายาจึงได้ทดลองใช้ในประเทศไทย และมาเลเซีย โดยส่วนของไทยทำการศึกษาใน รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.นครพิงค์ และสถาบันบำราศนราดูร ผลพบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาโรคดังกล่าวร้อยละ 90-100 และจากการที่ไทยเข้าร่วมการทดลองครั้งนี้ทำให้ได้รับสิทธิในการเข้าถึงยาราคาถูก 10,000 บาท จากปกติ 46,800 บาท ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาถึง 10,000 คนจากเดิมเข้าถึงเพียง 3,000 คน แต่ก็จะดันให้ได้รับการรักษาตามเป้าที่ 30,000 คน และเชื่อว่าจะส่งผลให้แต่ละกองทุนมีการปรับสิทธิประโยชน์ทำให้เกิดการเข้าถึงการคัดกรอง และการรักษาได้ อย่างไรก็ตาม ตัวยาราวิดาสเวีย ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนในไทย

ด้าน พญ.อิซาเบล กล่าวว่า ในการศึกษาในประเทศไทยและมาเลเซีย ศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 2/3 ในรพ. 10 แห่ง ด้วยยาคู่ดังกล่าวเมื่อครบกำหนดแล้วพบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีที่มีภาวะตับแข็งร้อยละ 96 ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วยร้อยละ 97 ผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษามาก่อนร้อยละ 96

รศ.พญ.อัญชลี กล่าวว่า โครงการวิจัยมีอาสาสมัคร 301 ราย เป็นคนไทย 81 ราย ร้อยละ 70 เป็นผู้ชาย โดย 1 ใน 3 เป็นผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง 1 ใน 3 เป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย และอีก 1 ใน 3 เป็นผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาฉีดมาก่อน ผลการรักษาด้วยยาคู่ใหม่สามารถรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ที่ 1 ได้ร้อยละ 99-100 แต่ยาสูตรเดิมมีโอกาสรักษาหายเพียงแค่ร้อยละ 50 และผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ที่ 3 สามารถรักษาให้หายขาดได้ร้อยละ 97 มีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรงร้อยละ 8 และกรณีที่ให้ยาคู่ดังกล่าวในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีก็ไม่ทำให้เกิดปัญหายาตีกัน อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ (7 พ.ค.) คณะศึกษาวิจัยจะมีการหารือกันต่อไปเพื่อศึกษารายละเอียดในการศึกษาขั้นที่ 2 เน้นในกลุ่มผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสายพันธุ์ที่ 6 กลุ่มตัวอย่าง 300 คน ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบมากในเมืองไทย แต่การศึกษาครั้งแรกมีกลุ่มตัวอย่างที่ติดเชื้อสายพันธุ์ที่ 6 ไม่มากพอ โดยจะเร่งศึกษาให้เร็วที่สุดหากพบว่าได้ผลดีจะเท่ากับว่ายาคู่ใหม่นี้มีประสิทธิภาพในการรักษาไวรัสตับอักเสบซีที่มีประสิทธิภาพทุกสายพันธุ์ เวลารักษาจะได้ไม่ต้องเสียเวลา เสียงบฯ ในการตรวจสายพันธุ์ก่อนการให้ยา

ด้าน นายเฉลิมศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ป่วยยังเข้าถึงสิทธิในการคัดกรองและรักษาจำนวนมากเพราะอย่างสิทธิบัตรทองจัดงบฯ ล่าสุด 70 ล้านบาท เพื่อการคัดกรอง แต่ก็มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง อาทิ คนติดเชื้อเอชไอวี ผู้ติดสารเสพติดชนิดฉีด เป็นต้น และยังมีข้อแม้อีกว่าหากตรวจแล้วไม่เข้าตามเกณฑ์ก็ไม่จ่ายค่าตรวจให้ดังนั้นเลยไม่มีใครอยากที่จะมาตรวจ ส่งผลให้เข้าไม่ถึงการรักษา ซึ่งที่เป็นเช่นนี้ต้องยอมรับว่าปัญหาหนึ่งมาจากยาที่ใช้ปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพ

บทความก่อนหน้านี้‘ทองเปลว’ นำทีมกรมชลประทานชงข้อมูลบริหารจัดการน้ำเมืองช้าง ‘ครม.บิ๊กตู่’
บทความถัดไป“ตาแม้ว-ยายปู” พาหลานแฝด “เอมิ-นานิ” เที่ยว-พักผ่อนสิงคโปร์ก่อนเดินทางกลับ