‘ชัยวัฒน์’ ลั่นไม่ขอโทษ ‘ปกาเกอะญอ’ เพราะเป็นผู้รุกป่า ยืดอกพร้อมโดนสอบวินัยทำรัฐเสียหาย

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี)

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ ส.58/2555 คดีหมายเลขแดงที่ ส.660/2559 ระหว่าง นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 กับพวกรวม 6 คน กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หลังเข้าดำเนินการรื้อถอนเผาทำลายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้อยู่อาศัยของนายโคอิกับพวก โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กรมอุทยานแห่งชาติชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมแก่ผู้ฟ้องทั้ง 6 ราย จากเดิม 10,000 บาท เป็นเฉลี่ยคนละ 50,000 บาท โดยให้ชดใช้ภายใน 30 วัน และห้ามผู้ฟ้องทั้ง 6 ราย กลับเข้าไปในพื้นที่ เนื่องจากไม่มีเอกสารหลักฐานแสดงสิทธิ ศาลจึงไม่สามารถบังคับให้ชาวบ้านกลับเข้าไปอยู่อาศัยได้

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดเฉพาะกิจพญาเสือ และผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) ในฐานะอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า น้อมรับในคำตัดสินของศาลครั้งนี้ หลังจากนี้จะไปดูรายละเอียดคำสั่งศาลจำนวน 57 หน้า เพื่อดำเนินการชดใช้ตามกฎหมาย

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ในคำพิพากษาศาลระบุว่า การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ปี 2504 ดำเนินการโดยชอบแล้ว แต่อาจมีความผิดพลาดในขั้นตอนปฏิบัติซึ่งถือเป็นบทเรียนให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบในเรื่องของเอกสาร มีการปิดประกาศ แจ้งเตือน การจะไปบอกโดยปากเปล่าคงไม่สามารถทำได้อีก อย่างไรก็ตาม ไม่คิดว่าจำเป็นต้องขอโทษชาวปกาเกอะญอ เพราะเป็นผู้ที่บุกรุกผืนป่า และศาลปกครองสูงสุดก็ชี้ขาดแล้วว่าบุกรุกจริง ไม่ให้กลับไปอยู่ในพื้นที่เดิมอีก การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่จึงเป็นการรักษาธรรมชาติ และพร้อมที่จะถูกสอบวินัยกรณีที่ทำให้รัฐเสียหายจากการต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าว อีกทั้งหากมีการนำเรื่องไปฟ้องศาลอาญาก็พร้อมสู้คดีต่อไป

“ขอโทษคงไม่ขอโทษ คิดว่าเรื่องนี้ใครก็รู้ว่าใครบุกรุกป่า คำพิพากษาวันนี้ผมภูมิใจที่ต่อไปจะไม่มีใครสามารถบุกรุกป่าแก่งกระจานได้อีกแล้ว โดยเฉพาะ 6 คนนี้ ซึ่งในส่วนของผมทำอย่างเต็มความสามารถที่สุดแล้ว และผมคิดว่าคนที่ฟ้องกรมอุทยานก็รู้ดีว่าตัวเองมีความผิดหรือไม่” นายชัยวัฒน์กล่าว

ขณะที่นายสุรพงษ์ กองจันทึก หัวหน้าคณะทำงานสภาทนายความ กล่าวว่า คำพิพากษาในวันนี้เป็นการยืนยันว่ากรมอุทยานใช้อำนาจเกินกว่าเหตุในการเข้ารื้อถอน เผา ทำลายบ้านและทรัพย์สินของชาวกะเหรี่ยงที่บ้านบางกลอยบน และบ้านใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นชุมชนดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และที่สำคัญเป็นคำพิพากษาที่ยืนยันว่ามติ ครม.3 สิงหาคม 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง เป็นข้อกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ ซึ่งในมติ ครม.ดังกล่าวมีการห้ามจับกุมชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่พิพาทและให้คุ้มครองชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในพื้นที่จนกว่าจะมีการพิสูจน์สิทธิตามกฎหมาย ซึ่งหลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องกลับไปปฏิบัติตามมติ ครม.นี้ให้เป็นรูปธรรม

นายสุรพงษ์ กองจันทึก

ด้านนางพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยานายบิลลี่ หรือนายพอละจี รักจงเจริญ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย กล่าวว่า แม้ว่าศาลจะสั่งให้กรมอุทยานชดใช้ค่าเสียหาย แต่สิ่งนี้ไม่สามารถชดเชยสิ่งที่ต้องสูญเสียบ้านเกิดไป และวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะกลับไปอยู่ที่ใจแผ่นดินได้อีกหรือไม่ จึงขอวิงวอนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับรองสถานะเพื่อกลับไปอยู่ที่บ้านใจแผ่นดินดังเดิม และคิดว่าปู่โคอิก็คงเสียใจเพราะทุกวันนี้ไม่มีความสุขที่ต้องไปอยู่บ้านบางกลอยล่าง เพราะไม่ใช่บ้านเกิด โดยเคยพูดเสมอว่าเหมือนมาอาศัยที่คนอื่นอยู่ และปู่อยากกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิดของตัวเอง

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า จากนี้ไปกรรมการสิทธิจะเร่งผลักดันให้รัฐบาลปฏิบัติตามมติ ครม.3 สิงหาคม 2553 เรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่รัฐบาลและ กสม.จะต้องทำรายงานเกี่ยวกับสิทธิชุมชน ชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมืองรายงานต่อยูเอ็น เพราะถ้าไม่เร่งรัดปฏิบัติตามมติ ครม.นี้จะมีชนเผ่าพื้นเมืองอื่นที่อยู่ในเขตป่ากว่า 8 แสนคนได้รับผลกระทบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้นายโคอิไม่สามารถเดินทางมาฟังคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดด้วยตนเองได้ เนื่องจากป่วยเป็นไข้หวัดและอาการไอหนักมาก

ขณะที่ตัวแทนผู้ฟ้อง กล่าวว่า ยังมีความหวังว่าจะได้กลับเข้าไปในพื้นที่ “หลังจากนี้จะนำคำตัดสินศาลวันนี้ไปเล่าให้ปู่คออี้ฟัง ซึ่งคงจะเสียใจมากที่ไม่ได้กลับเข้าไปในพื้นที่ เพราะตอนนี้ปู่คออี้อายุมากและมีปัญหาสุขภาพด้วย” ตัวแทนผู้ฟ้องกล่าว

บทความก่อนหน้านี้รองอธิบดีดีเอสไอ พา ‘พิสิฐชัย’ รับทราบข้อหาโพสต์เฟซบุ๊ก ‘บุก 4 วัดดัง’ กองปราบ
บทความถัดไปประวัติศาสตร์ซ้ำรอย อดีตพระพรหมเมธี หนีคดีขอลี้ภัย ตามรอย ‘ธัมมชโย-ยันตระ’