‘อลงกรณ์’ หวังพรรคเก่า-ใหม่ยึดแนวทางปฏิรูปเร่งขับเคลื่อนระบบไพรมารี ชี้แม้ยากแต่ต้องทำเพื่อยกระดับเป็นสถาบันทางการเมือง

17.06.18 | 15:07 น.

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กล่าวถึงกรณีหลายพรรคการเมืองกังวลเรื่องการเลือกตั้งในระบบไพรมารี ว่า จากประสบการณ์กว่า 20 ปีที่อยู่ในพรรคการเมืองและผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้งเห็นว่าการเลือกตั้งแบบไพรมารีเป็นกุญแจสำคัญของการปฏิรูปพรรคการเมืองและการพัฒนาประชาธิปไตยโดยการเพิ่มสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบของสมาชิกพรรคให้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.เพื่อให้สมาชิกพรรคมีความเป็นเจ้าของพรรคและ ส.ส.ของพรรคมากขึ้นเมื่อนั้นพรรคการเมืองจะเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชนอีกทั้งยังเป็นการช่วยให้พรรคการเมืองพ้นจากการถูกครอบงำของกลุ่มผลประโยชน์และนักการเมืองกังฉินที่ใช้พรรคการเมืองแสวงหาประโยชน์ทุจริตคอร์รัปชั่นงบประมาณแผ่นดินและโครงการของรัฐดังที่เกิดขึ้นในอดีต

“หากต้องการปฏิรูปการเมืองให้บังเกิดผลต้องเริ่มจากระบบไพรมารีซึ่งหวังว่าพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่จะช่วยกันขับเคลื่อนระบบไพรมารีในการเลือกตั้งครั้งหน้าแม้จะยากและตัองสละอำนาจของผู้บริหารพรรคหรือกลุ่มผลประโยชน์ให้กับสมาชิกพรรคก็ต้องทำเพื่อยกระดับพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองและพัฒนาประชาธิปไตยแบบผู้แทน(representative democracy) ที่ใช้มา 80 กว่าปีเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participatory democracy)” นายอลงกรณ์กล่าว

นายอลงกรณ์กล่าวว่า  ระบบไพรมารีริเริ่มเสนอโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นพ้องต้องกันโดยบรรจุระบบไพรมารีในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมืองเป็นครั้งแรก และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองและเป็นผู้รับผิดชอบการจัดการเลือกตั้งยืนยันว่าสามารถปฏิบัติได้จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะเลื่อนระบบไพรมารี่ออกไปไม่เช่นนั้นการปฏิรูปการเมืองก็ไม่สามารถนับหนึ่งได้และหากติดขัดเรื่องเวลาหรือแนวปฏิบัติใดๆก็ควรหารือร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองและกกต. ส่วนประเด็นที่อ้างว่าการเลือกตั้งขั้นต้นจะทำให้เกิดความแตกแยกในพรรคนั้นฟังไม่ขึ้นเพราะการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคก็ใช้ระบบการเลือกตั้งเหมือนกัน หรือประเด็นที่กังวลว่าผู้สมัคร ส.ส.จะไปรวมสมาชิกเป็นกลุ่มก้อนเพื่อสนับสนุนตนเป็นผู้สมัครส.ส.นั้นตนเห็นว่าเป็นการดีกว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.จะมุ่งหน้าหาสมาชิกมากกว่ามุ่งหน้าหาผู้ใหญ่ในพรรคหรือกลุ่มทุน

“อีกประเด็นคือปัญหาเรื่ององค์ประชุมของการเลือกตั้งขั้นต้นที่ต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 100 คนในเขตเลือกตั้งที่มีสาขาพรรคหรือจะมีสมาชิกไม่ถึง 50 คนในจังหวัดที่ไม่มีสาขาในเขตเลือกตั้งแล้วจะดำเนินการไพรมารีไม่ได้ซึ่งหากพรรคการเมืองหาสมาชิกแค่ 50 คนใน 1 จังหวัดหรือ 100 คนในเขตเลือกตั้งที่มีสาขาพรรคก็อย่าตั้งเป็นพรรคการเมืองให้เสียเวลาเพราะถ้าคิดจะส่ง ส.ส.เพื่อให้ได้รับเลือกตั้งต้องมีคะแนนหลายหมื่นคะแนนแค่ 50 คน 100 คนยังบอกทำไม่ได้จึงเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น” นายอลงกรณ์กล่าว