หน้าแรก เศรษฐกิจ จีพีเอสซีซื้อ...

จีพีเอสซีซื้อโกลว์ไม่ได้หวังฮุบตลาดไฟฟ้า

23.06.18 | 09:46 น.

นายเติมชัย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือจีพีเอสซี กล่าวภายหลังคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน อนุมัติซื้อหุ้นและทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือโกลว์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม จำนวนรวมทั้งสิ้น 1,010,976,033 หุ้น หรือคิดเป็น 69.11% ของหุ้นที่ออกจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของโกลว์ ในราคาซื้อขายหุ้นละ 96.5 บาท คิดเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 97,559 ล้านบาท โดยบริษัทได้เข้าลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นกับผู้ขายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 ว่า การซื้อดังกล่าวทำให้ปริมาณไฟฟ้าของจีพีเอสซีจาก 1,940 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นเป็น 4,835 เมกะวัตต์ กำลังผลิตไฟฟ้าที่เดินเครื่องขยับขึ้นเป็นอันดับ 3 ทันที ทำให้ลูกค้าที่ซื้อไฟฟ้าและไอน้ำของจีพีเอสซีเกิดความเชื่อมั่น

“กรณีที่มีการวิจารณ์จากบางกลุ่มว่าจีพีเอสซีต้องการฮุบตลาดไฟฟ้าประเทศไทยนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะปริมาณไฟฟ้าที่อยู่อันดับ 3 นั้นจะอยู่ถึงปี 2562 เท่านั้น แต่หลังจากนั้นจะมีโรงไฟฟ้าของเอกชนรายหนึ่งจำนวน 5,000 เมกะวัตต์เข้าระบบ ก็จะทำให้จีพีเอสซีอันดับตกลงไป นอกจากนี้บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ถือหุ้นจีพีเอสซีกว่า 20% เท่านั้น เราจึงถือเป็นเอกชนไม่ใช่รัฐ” นายเติมชัยกล่าว

นายเติมชัยกล่าวว่า ส่วนความกังวลว่าศักยภาพของโรงไฟฟ้าโกลว์ที่โรงไฟฟ้าใกล้หมดอายุหลายโรงนั้น มองว่าไม่ใช่ปัญหาเพราะตัวโรงไฟฟ้ายังมีศักยภาพในการผลิตได้อีก 10 ปี เป็นสินทรัพย์ดี ประกอบกับโกลว์มีจุดเด่นคือ โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก(เอสพีพี) ที่มีกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกจำนวนมาก การเข้าซื้อของจีพีเอสซีจะทำให้ลูกค้าของบริษัทเพิ่มขึ้น ทั้งลูกค้าที่บริษัทลูกของ ปตท.และบริษัทอุตสาหกรรมอื่นๆ ขณะเดียวกันบริษัทจะเริ่มมีรายรับจากการซื้อโกลว์ตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีนี้

นายเติมชัยกล่าวว่า สำหรับขั้นตอนดำเนินการหลังจากนี้บริษัทจะมีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติการเข้าซื้อและเดือนตุลาคมจะกู้เงินระยะสั้นจากธนาคารในประเทศ และหรือกู้เงินจากผู้ถือหุ้นใหญ่คือ ปตท. รวมวงเงินการซื้อ 142,500 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นโกลว์ส่วนแรก 69% จากนั้นเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน จะซื้อส่วนที่เหลืออีก 31% และช่วงไตรมาสแรกของ 2562 บริษัทจะออกหุ้นกู้ 68,500 ล้านบาท และเพิ่มทุนไม่เกิน 74,000 ล้านบาท เพื่อชำระคืนเงินกู้ระยะสั้น หลังจากนั้นจะวางแผนการระดมทุนเพื่อลงทุนในขั้นตอนต่อไป