4 หมูป่า พ่อแม่ต่างด้าวต้องหาหมอตำแยยืนยัน-โค้ชเอก ยื่นแจ้งเกิดกับ ต.แม่สาย ก่อนขอสัญชาติ

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวถึงกรณีทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี่ จำนวน 13 คน ซึ่งพบว่าไม่มีสัญชาติไทย 4 คน ว่า กรมการปกครองเป็นหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบในเรื่องการพิจารณาให้สัญชาติไทยกับบุตรของชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยกระบวนการและการดำเนินการทุกขั้นตอนต้องเป็นไปตามกฎหมาย และมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 7 ธันวาคม 2559 ทั้งนี้จากรายงานล่าสุดทีมหมูป่าอะเคดามี่ 4 คนที่ไม่มีสัญชาติไทยนั้น มีเด็ก 3 คน และผู้ฝึกสอน 1 คน ประกอบด้วย ด.ช.มงคล บุญเปี่ยม เกิดวันที่ 10 เมษายน 2548 อายุ 13 ปี, ด.ช.อดุลย์ สามอ่อน เกิดวันที่ 21 มิถุนายน 2547 อายุ 14 ปี, นายพรชัย คำหลวง เกิดวันที่ 3 กันยายน 2545 อายุ 16 ปี และนายเอกพล จันทะวงศ์ หรือโค้ชเอก อายุ 25 ปี ทั้งนี้ สาเหตุที่บุคคลทั้ง 4 คนไม่ได้สัญชาติไทยเนื่องจากมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ซึ่งข้อมูลที่ตรวจพบปรากฏว่าทั้ง 4 คนไม่ได้แจ้งการเกิดและไม่มีสูติบัตร

ร.ต.ท.อาทิตย์กล่าวว่า ในส่วนของเด็ก 3 คนได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนราษฎรในกลุ่มบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนตามมติ ครม. วันที่ 18 มกราคม 2548 โดยมีเลขประจำตัว 13 หลักขึ้นต้นด้วยเลข 0 ขณะที่โค้ชเอกมีหนังสือรับรองการเกิดของ รพ.แม่สาย แต่ไม่ได้แจ้งเกิดและไม่ได้จัดทำทะเบียนราษฎร จึงไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก ทั้งนี้การขอสัญชาติไทยของทั้ง 4 คนจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 โดยจากข้อมูลที่ได้รับ แม้บิดามารดาของทั้ง 4 คนไม่ใช่คนสัญชาติไทย แต่ทั้ง 4 คนเกิดในดินแดนประเทศไทย ดังนั้นหลักฐานที่แสดงว่าเป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทย ได้แก่ สูติบัตรหรือใบเกิด หรือหนังสือรับรองการเกิดที่นายทะเบียนออกให้ เรียกว่า ท.ร.20/1 จึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตามประเด็นการขอสัญชาติไทยของทั้ง 4 คน ต้องเริ่มต้นด้วยการพิสูจน์ว่าพวกเขาเกิดในประเทศไทย และเมื่อได้รับสูติบัตรหรือหนังสือรับรองการเกิดจากนายทะเบียนแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนการยื่นขอมีสัญชาติไทยต่อไป

อธิบดีกรมการปกครองกล่าวว่า จากข้อมูลในแบบสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนราษฎรของ ด.ช.มงคล ด.ช.อดุลย์ และนายพรชัย ระบุว่าทั้งสามคนเกิดที่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ดังนั้น บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ต้องยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอ (นายอำเภอ) หรือนายทะเบียนท้องถิ่นเทศบาล (ปลัดเทศบาล) แห่งท้องที่ที่เด็กเกิด เพื่อขอให้นายทะเบียนออกหนังสือรับรองการเกิดตามแบบ ท.ร.20/1 ให้ โดยพยานหลักฐานสำคัญที่จะต้องใช้ได้แก่ บุคคลที่รู้เห็นการเกิด อาจเป็นหมอตำแย ญาติ เพื่อนบ้านใกล้เคียง หรือผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น และเมื่อพิจารณาจากอายุของเด็กแล้ว ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องพยานรับรอง ส่วนกรณีของโค้ชเอก เนื่องจากมีหนังสือรับรองจาก รพ.แม่สาย จึงสามารถยื่นเรื่องขอแจ้งการเกิดได้ที่เทศบาลตำบลแม่สาย เมื่อนายทะเบียนออกสูติบัตรให้แล้ว ก็จะกำหนดให้เลขประจำตัว 13 หลักและเพิ่มชื่อเข้าในเอกสารทะเบียนราษฎร

อธิบดีกรมการปกครองกล่าวว่า สำหรับขั้นตอนต่อไป หลังทั้ง 4 คนมีสูติบัตรหรือใบเกิด หรือหนังสือรับรองการเกิดแล้ว ก็คือการยื่นคำขอมีสัญชาติไทย โดยกรณีของ ด.ช.มงคล ด.ช.อดุลย์ และนายพรชัย ถ้าเกิดในประเทศไทยจะเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ฯลฯ ซึ่งให้อำนาจ รมว.มหาดไทยสั่งให้สัญชาติไทยได้ตามหลักเกณฑ์ ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 7 ธันวาคม 2559

ร.ต.ท.อาทิตย์กล่าวว่า โดยกรณีของ ด.ช.มงคล และนายพรชัย จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในกรณีที่ 1) ถ้าเด็กเกิดในประเทศไทยโดยมีบิดาหรือมารดาเป็นชนกลุ่มน้อยที่ทางราชการได้สำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้และมีเลขประจำตัว 13 หลัก เช่น ชาวเขา ชาวไทยใหญ่ ไทยลื้อ เป็นต้น บิดาหรือมารดาต้องเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปีนับถึงวันที่บุตรยื่นคำขอมีสัญชาติไทย เด็กจะได้รับสัญชาติไทย ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่ามารดาของ ด.ช.มงคล และนายพรชัย เป็นชาวไทยลื้อหรือชาวไทยใหญ่ที่มีทะเบียนประวัติไว้แล้ว ขณะที่ข้อมูลของ ด.ช.อดุลย์ไม่ปรากฏทะเบียนของบิดามารดา และทราบเบื้องต้นว่า ด.ช.อดุลย์อยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูของคริสตจักร บิดามารดาทอดทิ้งไปตั้งแต่เล็ก จึงจะเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ในกรณีที่ 2) ถ้าเด็กเกิดในประเทศไทยแต่ถูกบิดามารดาทอดทิ้ง หรือไม่ปรากฏบิดามารดา เด็กต้องอาศัยอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 10 ปี และจะต้องมีหนังสือรับรองว่าเป็นคนที่ถูกบิดามารดาทอดทิ้ง ซึ่งจะขอเอกสารดังกล่าวได้ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เด็กก็จะสามารถขอมีสัญชาติไทยได้

อธิบดีกรมการปกครองกล่าวว่า ขณะที่โค้ชเอกก็จะเข้าตามหลักเกณฑ์ในกรณีที่ 3) ที่ระบุว่า ถ้าเด็กเกิดในประเทศไทยโดยมีบิดามารดาเป็นคนต่างด้าวที่มิใช่ชนกลุ่มน้อย เด็กจะต้องเรียนหนังสือในประเทศไทยจนจบปริญญาตรี แล้วเอาหลักฐานปริญญาบัตรและผลการเรียนไปยื่นขอสัญชาติไทย ทั้งนี้ รมว.มหาดไทยได้มอบอำนาจให้นายอำเภอเป็นผู้อนุมัติ กรณีผู้ขอสัญชาติมีอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อนุมัติ กรณีผู้ขอมีสัญชาติมีอายุเกินกว่า 18 ปี นอกจากนี้ยังมีหลักเกณฑ์เพิ่มเติมถ้าเด็กเกิดในประเทศไทยโดยบิดาหรือมารดาเป็นคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยด้วยก่อนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 การขอสัญชาติไทยสามารถดำเนินการได้อีกช่องทางหนึ่ง ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติว่า ผู้ขอจะต้องมีหลักฐานการเกิด มีเลขประจำตัว 13 หลัก มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม และอาศัยอยู่ติดต่อกันในประเทศไทย โดยกฎหมายให้อำนาจนายอำเภอเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ ทั้งนี้ ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่า บิดาของโค้ชเอกเป็นชาวไทยลื้อที่เกิดในประเทศไทยจริงตามที่เป็นข่าว ถึงแม้จะเสียชีวิตแล้วก็ตาม โค้ชเอกก็สามารถขอมีสัญชาติไทยตามช่องทางนี้ได้

สำหรับระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ขั้นตอนการรับคำขอมีสัญชาติไทยพร้อมพยานหลักฐานครบถ้วน จนถึงการพิจารณาอนุมัติของนายอำเภอ จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่ว่าด้วยเหตุใด สามารถขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 30 วัน เมื่อรวมแล้วจะต้องไม่เกิน 120 วัน ทั้งนี้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ยืนยันหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการใช้ปฏิบัติกับทุกคนที่มีปัญหา และข้อเท็จจริงในลักษณะเดียวกัน มิได้กำหนดขึ้นเพื่อให้ประโยชน์กับเด็กทีมหมูป่าอะคาเดมี่ หรือบุคคลอื่นใด หรือกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ก้างตำคอ : นายเสียม
บทความถัดไปพท. จี้ ‘ประวิตร’ แก้ไขความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน หลังแสดงความเห็นจนเกิดกระแสต้าน-ทัวร์แห่ยกเลิก