‘ไก่อู’ เผย นายกฯข้องใจข้อห้ามสื่อของเก่าโผล่ ยันไม่ใช่นโยบาย ‘บิ๊กตู่’สั่งทบทวนก้มหัวก่อน-หลังถ่ายภาพ

4.08.18 | 15:22 น.
แฟ้มภาพ

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาลวิพากษ์วิจารณ์เอกสารเกี่ยวกับข้อปฏิบัติของช่างภาพสื่อมวลชนที่ออกโดยกองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 (บก.ส.1) ว่า ตนในฐานะโฆษกของรัฐบาลได้ชี้แจงไปแล้วว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารเก่าตั้งแต่ปี 2558 แต่การบอกว่าเป็นเอกสารเก่าไม่ได้แปลว่าเอกสารดังกล่าวที่ถูกนำมาแสดงนั้นเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่หมายความว่าเอกสารดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ แต่เกิดมานานแล้ว สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)สงสัยคือ ทำไมเพิ่งมาใช้วันนี้ เพราะไม่ใช่นโยบายของนายกฯ แต่ในฐานะข้าราชการ นายกฯก็เข้าใจว่าตำรวจสันติบาลคงต้องการให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเป็นสากล อย่างไรก็ดี ระหว่างผู้ที่ทำงานด้านรักษาความปลอดภัยกับผู้ทำงานด้านสื่อมวลชนอาจถือหลักการคนละแบบ

“การแสดงความเคารพซึ่งกันและกัน ปกติในงานพิธีก็มีการทำกันอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องทำตลอดเวลา ถ่ายรูปทีโค้งที บางทีก็เยอะเกินไป เช่น การโค้ง การห้ามถ่ายภาพระหว่างขึ้นบันได นายกฯจึงบอกว่านี่เป็นวิถีแห่งไทย อะไรที่มีผลต่อการมาตรการรักษาความปลอดภัย ท่านไม่ได้ว่าอะไร แต่อะไรที่ทำให้คนที่เป็นผู้สื่อข่าวทำงานลำบากขึ้นและไม่จำเป็นต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยก็ขอให้ไปพิจารณาทบทวนและยกเลิกเสีย ซึ่งเชื่อว่าเมื่อผู้บริหารประเทศมีข้อสั่งการไปแล้ว ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องรับไปปฏิบัติ” พล.ท.สรรเสริญกล่าว

เมื่อถามว่า พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (รอง ผบช.ส.) ระบุว่าหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลสื่อมวลชนในภารกิจของนายกฯ คือ กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 ไม่ใช่กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 เรื่องที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องไม่ปกติ พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า ตนไม่ทราบเรื่องหน่วยงานที่ดูแลมาตรการรักษาความปลอดภัยของนายกฯ เพราะตนไม่ได้อยู่ในระบบของตำรวจ

เมื่อถามอีกว่า นายกฯเชื่อว่าข้อปฏิบัติดังกล่าวเกิดจากความตั้งใจจะยกระดับการทำงานของทั้งเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนให้มีความเป็นสากล ในฐานะโฆษกรัฐบาลมองว่าสื่อมวลชนไทยต้องปรับปรุงในเรื่องใดเพื่อให้มีความเป็นสากล พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า “ผมไม่สามารถวิพากษ์ได้ เพราะเป็นเพียงความคิดของโฆษกรัฐบาลซึ่งอาจจะถูกใจหรือไม่ถูกใจ ดังนั้น ถ้าพูดออกไปคำพูดของผมจะไม่ใช่ปุ๋ย แต่จะเป็นยาฆ่าแมลง ประกอบกับขณะนี้มีกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปสื่อมวลชนซึ่งจะให้พี่น้องสื่อมวลชนจัดตั้งสภาวิชาชีพ มีคณะกรรมการดูแล วิเคราะห์ วิพากษ์กันเองว่าอะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม การวิพากษ์ของผมจึงไม่เกิดประโยชน์อันใด”