เปิดไทม์ไลน์ “โก้”ทุบหัวไฮโซสาว ซุกกัมพูชา 1 เดือนเต็ม (คลิป)

ตลอดระยะเวลา 1 เดือนเต็ม ที่สังคมไทยได้เฝ้าติดตามการไล่ล่าจับกุมตัว “โก้ อัศยา ชัยภา” ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมแฟนไฮโซสาว “เชอรี่ ธิติมา ตั้งวิบูลย์พาณิชย์” โดยมีน้องชายของโก้ คอยให้ความช่วยเหลือในการหลบหนีไปซุกซ่อนตัวในประเทศกัมพูชา ถึงขั้นที่มีการเพิ่มเงินรางวัลนำจับจาก 5 หมื่นเป็น 3 แสนบาท จนกระทั่งเมื่อคืนวานนี้ ได้เป็นที่โล่งอกเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยได้

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา เกิดคดีน่าสะเทือนขวัญเมื่อมีข่าวแจ้งพบศพหญิงสาวในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว เสียชีวิตอยู่ในท่านั่งหน้าฟุบ สภาพศพถูกทุบศีรษะด้วยของแข็งเข้าที่ท้ายทอยจนเสียชีวิต พบอาวุธที่ใช้เป็นไม้เบสบอลอยู่บนเตียงใกล้กับศพ ขณะที่รถเก๋งเบนซ์ อี220 ของผู้ตายได้ถูกลักขโมยไป และเมื่อตรวจสอบไล่เรียงภาพก็พบว่ารถยนต์คันดังกล่าวถูกจอดทิ้งไว้ริมป่าในจังหวัดจันทบุรี

ภาพจากกล้องวงจรปิดชี้ให้เห็นชายต้องสงสัยสองคนออกจากที่พักในคืนวันเกิดเหตุ ซึ่งทราบตัวภายหลังคือ นายอัศยา หรือ โก้ ชัยภา และนายอนุวัตน์ ชัยภา น้องชายของโก้

กระทั่งศาลได้ออกอนุมัติหมายจับ นายโก้ จึงตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ส่วนน้องชายนายโก้ไม่ยอมมารายงานตัวตามหมายเรียกทั้ง 2 ครั้งจึงตกเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานช่วยเหลือผู้กระทำผิดหลบหนี

เมื่อไปดูประวัติของผู้เสียชีวิต ทราบว่าเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ชื่อ น.ส.ธิติมา ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ หรือ เชอรี่ ญาติพระเอกหนุ่ม แบงค์ อาทิตย์ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ น.ส.ธิติมา เป็นที่รักของประชาชนผู้ยากไร้ ที่ได้รับความช่วยเหลือในการซื้อบ้านพักอาศัยในราคาถูก ซึ่งต่างโศกเศร้าเสียใจเมื่อทราบข่าวร้ายถึงการจากไปที่ไม่มีใครคาดคิด แม้กระทั่งครอบครัวของเชอรี่เอง ที่ผู้เป็นพ่ออย่าง นายอำนวย วิชัยโชติ เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ว่า รู้สึกไม่ไว้ใจนายโก้ เพราะเป็นคนเงียบๆ และรู้จากลูกสาวมาว่าเป็นคนอารมณ์ร้าย มักทะเลาะกันประจำ แต่เมื่อเตือนไปก็ไม่ฟัง ซึ่งก็ได้ตั้งประเด็นสังหารไปที่เรื่องของผลประโยชน์ทางการเงิน ด้าน นายพิพัฒน์ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ น้องชายผู้ตาย บอกว่ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายโก้กับพี่สาวตัวเองเป็นแฟนกันตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะไม่เห็นพฤติกรรมอะไรที่จะแสดงให้เห็นว่าเป็นมากกว่าลูกจ้างนายจ้าง

อย่างไรก็ดี พล.ต.ต.ธีระพงษ์ วงษ์รัฐพิทักษ์ ผบก.กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์ไว้ว่า จากการสอบคำให้การของภรรยาเก่านายโก้ บอกว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม นายโก้ได้ติดต่อมาหาและพูดทำนองสั่งเสียว่าหากตนเองไม่อยู่จะเลี้ยงลูกได้ไหม เช่นเดียวกับที่นายโก้ได้ติดต่อไปหาพ่อแม่ และสารภาพว่าได้ลงมือฆ่า น.ส.เชอรี่ ก่อนจะตัดสายไปโดยไม่บอกสาเหตุ

กระนั้น นายโก้อาจจะยังพอมีมุมที่แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อลูกและภรรยาเก่าของเขาอยู่เล็กๆ ที่ภรรยาเก่าได้ให้การกับตำรวจไว้ว่า นายโก้ได้แอบนำรถของน.ส.เชอรี่ไปให้ภรรยาเก่าใช้รับส่งลูกเรียนหนังสือ เมื่อครั้งที่รถคันเดิมที่ใช้เป็นประจำเกิดอุบัติเหตุต้องนำไปซ่อม ซึ่งเคยเป็นประเด็นที่นายโก้และน.ส.เชอรี่ เคยหยิบยกขึ้นมาทะเลาะกันแล้ว

แต่จนกระทั่งตอนนี้ยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมนายโก้ถึงต้องลงมือฆ่า แม้จะมีหลายกระแสว่านายโก้ติดพนัน จึงต้องการนำเงินไปใช้หนี้ หรือเป็นพวกที่ชอบลงทุนเล่นหุ้น แม้แต่ความโมโหร้ายของนายโก้ ที่คนในครอบครัวตั้งวิบูลย์พาณิชย์ได้เล่าไว้

สำหรับไทม์ไลน์ กว่าจะได้ตัว นายโก้ มาดำเนินคดีนั้น

เริ่มจากกิดเหตุฆาตกรรมภายในโรงแรมหรู ย่านลาดพร้าว เหตุเกิดเมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 30 กรกฎาคม 2561 คดีดังกล่าวพบว่า เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม เชอรี่ ได้ติดต่อในกลุ่มไลน์ ซึ่งมีการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ญาติพี่น้อง และ บอกว่าจะไปไซต์งาน ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่มีการติดต่อพูดคุยกับเชอรี่

ต่อมา วันที่ 27 กรกฎาคม เชอรี่ ไม่มีการทักทายในไลน์ โดยเลขา ได้ติดต่อทางไลน์ ในวันที่ 27 กรกฎาคม เวลา 09.00 น. เพื่อจะติดต่อเบิกค่าน้ำมัน แต่ไม่มีการตอบ จึงได้โทรหา แต่มีผู้ชายรับ ระบุว่า เชอรี่ติดธุระ ให้ส่งเบอร์บัญชีมา ต่อมาเวลา 11.00 น. เลขาได้โทรศัพท์อีกครั้ง ผู้ชายเป็นคนรับ บอกว่า เชอรี่ ไปไซต์งาน ต่อมาเวลา 14.00 น. เลขาโทรศัพท์อีกครั้ง ผู้ชายรับ บอกว่า เชอรี่ไปทำบุญ จากนั้น เวลา 15.00 น. เลขาโทรอีกครั้ง แต่โทรศัพท์ปิดเครื่อง จึงโทรเข้ามือถือของผู้ชาย รับและบอกว่า “รีบอยู่จะไปญี่ปุ่น”

จากนั้นวันที่ 28 กรกฎาคม โทรศัพท์ทั้งสองคน ปิดเครื่องไม่สามารถติดต่อได้ วันที่ 29 กรกฎาคม ที่บ้านได้ไปแจ้งความเวลา 14.00 น.

จากการสอบสวนทราบว่า คนร้ายคือ นายโก้ อายุ 33 ปี เป็นพนักงานในเครือบริษัทของผู้ตาย ทำงานดูแลบัญชีและทรัพย์สิน ซึ่งทั้งคู่คบหากันอยู่ และได้มาเปิดห้องพักอยู่ด้วยกันประมาณ 1 เดือนแล้ว กระทั่งวันที่ 26 กรกฎาคม เวลา 22.41 น. พบว่าทั้งคู่กลับเข้าห้องพร้อมกัน แต่ในวันที่ 27 กรกฎาคม เวลา 01.55 น. โก้ ออกจากห้องไปเพียงคนเดียว ก่อนจะมาพบว่า เชอรี่ ถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม

ต่อมาพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน จนกระทั่งศาลอาญารัชดาได้อนุมัติหมายจับนายโก้ ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และลักทรัพย์ในเวลากลางคืน” ก่อนจะทราบต่อมาว่า นายโก้ ได้หลบหนีไปที่ จ.จันทบุรี โดยจอดรถคันดังกล่าวทิ้งไว้ และได้หลบหนีไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน

ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม อดีตพ่อตาโก้ พร้อมด้วยอดีตภรรยาของโก้ ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.โชคชัยเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ เพราะแยกทางกันเป็นปีแล้ว

ตำรวจทำการประสานเพื่อนบ้าน กระทั่งสามารถจับกุมตัวได้ในที่สุด โดยเมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 31 สิงหาคม พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท. พร้อมคณะได้เดินทางไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อสอบปากคำ นายโก้ พร้อมน้องชายที่พาหนี

สำหรับเส้นทางหลบหนี โก้ ข้ามพรมแดนทางช่องทางธรรมชาติ โดยเข้าเสียมราฐ มาพนมเปญ เพื่อชื้อนาฬิกาแบรนด์เนม กระเป๋าหรู เพื่อเป็นทรัพย์สินติดตัวไว้ใช้ยามจำเป็น และไปอยู่ที่กัมปงโสม ก่อนที่ต่อมาเมื่อมีคนรู้จักซึ่งเป็นพรรคพวกน้องชาย พาไปอยู่บ้านที่หมู่บ้านดังกล่าว กระทั่งทางฝ่ายหญิงอายัดบัตรเครดิต จึงไม่สามารถรูดได้ จึงใช้ชีวิตแบบเก็บตัวเพราะหมดเงิน

กระทั่งเมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 1 กันยายน 2561 ได้ควบคุมตัวนายโก้ มาทำแผนยังสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมในที่สุด

โก้
น้องโก้

บทความก่อนหน้านี้รักบี้สาวไทยพ่ายจีน ได้ชิงเหรียญทองแดงกับคาซัคสถาน 19.52 น.
บทความถัดไปตัวแทนบริษัทบุหรี่ ร้องศูนย์ดำรงธรรม บุหรี่เถื่อนตีตลาด ร้านค้าย่อยเตรียมปิดหนี