‘โดนัลด์ จาง’ อดีตผู้บริหารสูงสุด ‘ฮ่องกง’ สิ้นสุดอิสรภาพ ฐานความผิดประพฤติมิชอบ โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

นายโดนัลด์ จาง อดีตผู้นำสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกงคนที่สอง ต้องโทษจำคุก 12 เดือน ปรับ
1 ล้านเหรียญฮ่องกง โทษฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบขณะดำรงตำแหน่ง

ตั้งแต่ 2005-2012

เป็นประกาศิตของศาลอุทธรณ์ (ศาลสูง) เขตปกครองพิเศษฮ่องกง

กรณีรับฟังได้ว่า คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ได้ยื่นฟ้อง “โดนัลด์ จาง” อดีตผู้นำสูงสุด วันที่ 5 ตุลาคม 2015 รวม 2 ข้อหา

1.ระหว่างดำรงตำแหน่งเมื่อ 2 พฤศจิกายน 2010-20 มกราคม 2012 มีเจตนาประพฤติมิชอบ โดยเสนอในที่ประชุมทำเนียบเขตปกครองพิเศษให้พิจารณาอนุมัติออกใบอนุญาต ให้คหบดีชื่อ “หว่อง ฉอปิว” เปิดสถานีวิทยุกระจายเสียงออกอากาศระบบดิจิทัล

ที่ประชุมอนุมัติ

อันเป็นสถานีที่ปิดตัวไปแล้ว แต่มาเปลี่ยนชื่อในภายหลัง และในช่วงเวลาเดียวกัน “จาง” ได้ทำการเช่าซื้อเพนต์เฮาส์จากคหบดีดังกล่าวที่เมืองเซินเจิ้นในราคาถูก

แต่ “โดนัลด์ จาง” มิได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบ ถือเป็นการปกปิดซ่อนเร้นสิ่งซึ่งควรแจ้งให้ทราบ อีกทั้งไม่เปิดเผยทรัพย์สินของตนคือเพนต์เฮาส์ เจตนาไม่บกพร่อง

2 ระหว่างดำรงตำแหน่งเดือนธันวาคม 2010-กรกฎาคม 2011 “จาง” เสนอชื่อสถาปนิกนายหนึ่งให้เข้ารับรางวัลทางราชการ ทั้งที่สถาปนิกมิใช่เป็นข้าราชการ ก็เพราะเขาเป็นผู้ทำหน้าที่ตกแต่งเพนต์เฮาส์ของ “จาง” ที่เพิ่งซื้อในเมืองเซินเจิ้น

ศาลประทับรับฟ้องในวันเดียวกัน

เป็นผู้นำสูงสุดคนแรกของฮ่องกงที่ถูกฟ้องดำเนินคดีอาญา

ต่อมา วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2017 ศาลมีคำพิพากษาข้อหาเดียวคือ “ความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ” โดยให้จำคุก 20 เดือน

วันที่ 24 เมษายน 2017 ศาลอนุญาตให้ “จาง” ใช้เงินสด 1 แสนเหรียญฮ่องกงประกันตัว แต่ต้องมอบบรรดาเอกสารการเดินทางให้แก่ศาล และห้ามเดินทางออกนอกเขตฮ่องกง

“โดนัลด์ จาง” ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์

ล่าสุด วันที่ 20 กรกฎาคม 2018 ศาลอุทธรณ์ให้ยกคำร้อง พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น แต่ให้ลดโทษจำและปรับ เหตุผลคือ ไม่เปิดเผยทรัพย์สิน เป็นการปกปิดสิ่งซึ่งควรแจ้งให้ทราบ

แม้ว่าการรับผลประโยชน์ของ “โดนัลด์ จาง” กลายเป็นเรื่องราวที่อธิบายได้ยาก

แต่ก็ทำให้ชีวิต “จาง” ต้องมัวหมองไปตลอด

และเป็นนิทัศน์อุทาหรณ์สำหรับข้าราชการระดับสูงต้องเข้มงวดกวดขันในระเบียบวินัย เป็นวินัยเรื่องความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ และเป็นวินัยเรื่องการใช้อำนาจ

ต้องไม่ลืมว่า “อำนาจทำให้ฉ้อฉล อำนาจสมบูรณ์ฉ้อฉลสมบูรณ์”

คดีของ “จาง” ดูผิวเผินน่าจะสลับซับซ้อน แต่เนื้อแท้มิใช่

หากประเด็นอยู่ที่ระหว่างดำรงตำแหน่งของ “จาง” อันเกี่ยวกับเรื่องออกใบอนุญาตให้เปิดสถานีวิทยุกระจายเสียงนั้น มิได้รายงานความเป็นจริงต่อที่ประชุม

ในการสืบพยานครั้งแรก โจทก์ยังได้แถลงต่อศาลว่า “จาง” รับผลประโยชน์

คดีนี้คณะลูกขุนได้พิจารณา 2 นัดแล้วเห็นว่า

“จาง” มีความผิดโทษฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ส่วนข้อกล่าวหาว่า “ข้าราชการรับผลประโยชน์” นั้น หลักฐานยังไม่พอฟัง

ฉะนั้น ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจึงให้ลงโทษเพียงกระทงเดียวคือ

ความผิดโทษฐาน “ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่โดย
มิชอบ”

ทั้งนี้ พิพากษาให้ “จาง” จำคุก 20 เดือน ปรับ 5 ล้านเหรียญฮ่องกง

“จาง” มีความคลางแคลงใจว่า ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ยังมิได้อ้างอิงความเห็นของคณะลูกขุนอย่างเป็นทางการ การที่ให้จำคุกและจ่ายค่าปรับนั้น ไม่เห็นพ้อง จึงได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาล

คนที่สนับสนุน “จาง” ส่วนหนึ่งวิพากษ์ว่า การตัดสินของศาลชั้นต้นนั้นไม่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีความผิดประการใด

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การชี้แนะของคณะลูกขุนชอบแล้ว เหตุผลคือ

ระหว่างเวลาที่ “หว่อง ฉอปิว” เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ตกลงขายเพนต์เฮาส์ให้แก่ “จาง” กับการเจรจาขอออกใบอนุญาตเปิดสถานีวิทยุกระจายเสียงนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกัน และเป็นการเจรจาลับระหว่าง “จาง” กับ “หว่อง” ไม่มีผู้อื่นรู้เห็นด้วย

การที่ “จาง” ไม่เปิดเผยผลประโยชน์ที่ได้รับต่อที่ประชุม เป็นเจตนาปกปิดชัดเจน

“จาง” รับราชการมาหลายสิบปี การไม่ทราบว่าพฤติกรรมเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน รับฟังไม่ได้ และจะอ้างว่าการไม่เปิดเผยนั้น เป็นความบกพร่องที่ไม่เจตนา ก็รับฟังไม่ได้เช่นกัน

คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว

ในการสืบพยานนัดแรก “จาง” มิได้แก้ต่างว่า เพราะเหตุใดจึงต้องปกปิดความสัมพันธ์อันลึกลับระหว่างเขากับ “หว่อง”

แม้สังคมภายนอกยังมิอาจตัดสินว่า “จาง” มีพฤติกรรมอันทุจริต

แต่ศาลอุทธรณ์ชี้ว่า วิญญูชนก็สามารถเข้าใจพฤติกรรมแห่งคดีว่าเป็น “การกระทำอันข้าราชการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ”

อนึ่ง ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นก็มิได้มีการชี้นำคณะลูกขุนแต่ประการใด

ด้วยความเมตตาของศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษาลดโทษให้ “โดนัลด์ จาง” เหลือจำคุก 12 เดือน และปรับ 1 ล้านเหรียญฮ่องกง

ทั้งนี้ เพราะศาลได้พิเคราะห์ในมุมกว้างคือ ฐานะทางการเงินและคุณูปการสมัยดำรงตำแหน่งของ “จาง” อีกทั้งกฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษชัดเจนที่เป็นลายลักษณ์อักษร

ศาลอุทธรณ์จึงได้ทำการลดโทษ ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าศาลชั้นต้นมีความบกพร่อง

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ศาลอุทธรณ์สนับสนุนเรื่องค่าปรับของศาลชั้นต้น เพราะเห็นว่า “จาง” มีเจตนาขัดขวางการตรวจสอบของคณะกรรมการต่อต้านการทุจริต ผู้พิพากษาเห็นด้วยกับการร้องขอของโจทก์ผู้ร้องที่จะให้ศาลสั่งค่าปรับในอัตราที่สูง

ครั้นเมื่อผู้พิพากษากำหนดค่าปรับ และยังตำหนิ “จาง” ว่า วันที่ศาลนัดชี้สองสถาน “จาง” ได้นำบุคคลที่มีชื่อเสียงมาสืบ เพื่อเป็นการรับรองความประพฤติของตนโดยปริยาย ทั้งนี้ก็เพื่อให้ศาลเห็นว่า “มีบุคคลทุกวงการสนับสนุน” เจตนาก็เพื่อให้หลุดพ้นจากข้อกล่าวหา

กรณีละม้ายกับการ “เข้าหลังบ้าน” นั่นเอง

สำนวนจีนมีว่า “ผู้ที่เริ่มต้นชนะมีมาก แต่สุดท้ายชนะมีน้อยมาก”

“โดนัลด์ จาง” กำลังประสบพบพานกับสำนวนดังกล่าว

เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” เอเชีย “โดนัลด์ จาง” มีความสามารถนำฮ่องกงออกจากวิกฤต ทำประโยชน์ให้แก่ฮ่องกงอย่างใหญ่หลวง นำพาชาวฮ่องกงให้พ้นภัยพิบัติ

เมื่อชีวิตพลาดพลั้งก็ต้องมัวหมองไปตลอด

เมื่อ 21 ปีก่อน “โดนัลด์ จาง” เป็นวีรบุรุษ

วันนี้ “โดนัลด์ จาง” เป็นนักโทษนอนคุก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องโทษตัวเอง จะโทษผู้อื่นมิได้

แม้ศาลมิอาจชี้ชัดว่า “โดนัลด์ จาง” มีพฤติกรรมทุจริตหรือเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบ

แต่ข้าราชการระดับสูงปกปิดผลประโยชน์ทับซ้อน ก็เป็นความผิดร้ายแรงแล้ว

ชัดเจนยิ่งว่า “โดนัลด์ จาง” ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ความเชื่อถือต้องสูญสิ้นหมดไป

คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เมื่อ 20 กรกฎาคมนั้น

มีสิทธิยื่นฎีกาได้ภายใน 30 วัน นับจากวันที่มีคำพิพากษาคือก่อน 20 สิงหาคม

แต่ปรากฎว่า “โดนัลด์ จาง” ไม่ยื่นคำร้องฎีกา

ฉะนั้น จึงถือว่า “คดีถึงที่สุด” แล้ว

“โดนัลด์ จาง” ก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตในคุกเป็นรอบที่ 2 ในวัย 73

ก็เพราะเป็น “อาณัติ”

พลันที่มีคำพิพากษาเมื่อ 20 กรกฎาคม “จาง” เกิดอาการช็อก หายใจไม่สะดวก ต้องใช้เครื่องออกซิเจนช่วยหายใจ ศาลให้ส่งตัวเข้าโรงพยาบาลภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ศาล

แม้ “โดนัลด์ จาง” ชีวิตเพลี่ยงพล้ำสิ้นสุดอิสรภาพก็ตาม

แต่ก็มีประเด็นที่น่าสรรเสริญคือ มีสปิริตสู้คดีถึงที่สุด ไม่หนี ทั้งที่ “ช่องทางธรรมชาติ” ที่ฮ่องกงมีมากอยู่ หนีไปต่างประเทศแล้วขอลี้ภัยการเมืองอย่างที่เขาทำกัน แต่ก็ไม่หนี

ซึ่งต่างกับผู้นำบางประเทศ บอกว่าไม่หนี เอาจริงเข้าก็หนี ยืนยันว่าไม่หนี ในที่สุดก็หนี

และที่น่าชมเชยที่สุดคือ กระบวนการยุติธรรมของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง พิจารณาคดีจากความเป็นจริง จากเอกสารหลักฐาน ตรงไปตรงมา ไม่เข้าใครออกใคร ผิดคือผิด

ตำแหน่ง “โดนัลด์ จาง” ผู้นำสูงสุด เทียบเท่ากับนายกรัฐมนตรี ก็คือประมุขของฝ่ายบริหาร

เมื่อทำผิดก็ต้อง “นอนคุก”

ความยุติธรรม ความเที่ยงตรงของ “ศาลฮ่องกง” เป็นตัวอย่างอันดีของกระบวนการยุติธรรม
ลอกเลียนแบบได้ มิได้สงวนลิขสิทธิ์

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon