แสนสิริปรับแผนทยอยขายคอนโดฯสกัดดีมานด์เทียมเก็งกำไร

นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่ขยายตัวได้ชัดเจนตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา และปี 2561 นี้คาดว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ(จีดีพี) จะขยายตัวมากกว่า 4% การส่งออกและการท่องเที่ยวขยายตัวดี ทั้งนี้ ยังมีลงทุนโครงการรถไฟฟ้า และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐอื่นๆ ออกมาทำให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจที่จะเปิดโครงการใหม่ ด้านความต้องการที่อยู่อาศัยมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคคาดหวังว่าจะได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งปัญหาที่ลูกค้าเครดิตไม่ถึงไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อและทำให้มีปัญหาการโอนนั่น สถานการณ์เริ่มทรงตัวแล้ว อย่างไรก็ดี กำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดอาจจะยังได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรอยู่ ทำให้ผู้ประกอบการอาจจะยังไม่มีการขยายการลงทุนในต่างจังหวัดมาก แต่ยังมีการลงทุนในต่างจังหวัดหัวเมืองหลักที่มีศักยภาพ

นายภูมิศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทได้ปรับแผนการขายโครงการที่อยู่อาศัยตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยไม่เน้นการขายหมดในวันเดียว เพราะต้องการขายให้กับผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยจริง ไม่ได้ซื้อเพื่อการเก็งกำไร ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีความกังวล โดยโครงการคอนโดมิเนียมก่อสร้างในระยะ 2 ปี ซึ่งอาจจะขายในช่วงพรีเซลล์ 60% ที่เหลือทยอยขายจนแล้วจะแล้วเสร็จ ซึ่งการทยอยขายทำให้บริษัทจะสามารถปรับราคาขายขึ้นได้ด้วยช่วยให้ผลประกอบการบริษัทดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับราคาจะปรับในช่วงหลังพรีเซลล์และในระยะประมาณ 3-6 เดือน โดยบริษัทเก็บเงินดาวน์ราว 10% ของมูลค่า ทั้งนี้ ในช่วงการเปิดขายพรีเซลล์ได้มีธนาคารพาณิชย์เข้ามาช่วยลูกค้าในการพรีแอพพรูพว่ามีความสามารถในการกู้ได้หรือไม่ รวมทั้งให้ลูกค้ามีการเตรียมเงินก้อนสำหรับการกู้เพราะหากกู้เต็มจำนวนหรือกู้เต็มเพดานเพราะจะทำให้ภาระการเงินตึงตัวเกินไป อาจจะกู้แค่ 70% การผ่อนต่อเดือนก็จะน้อยลง เป็นต้น อย่างไรก็ดี ธนาคารพาณิชย์ยังมีความต้องการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย รวมทั้งสินเชื่อพัฒนาโครงการ

นายภูมิศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทมีแผนเปิดตัวคอนโดมิเนียมแบรนด์ เดอะ เบส ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ MARK MY BASE ในปีนี้ จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 6,100 ล้านบาท โดยเปิดแล้ว 1 โครงการ ได้แก่ เดอะ เบส เซ็นทรัล – ภูเก็ต จำนวน 590 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,660 ล้านบาท ได้รับการตอบรับดีและสามารถปิดการขายแล้ว สัดส่วนลูกค้าเป็นต่างชาติ 30% คนไทย 70% แบ่งเป็นคนท้องถิ่น 50% และอีก 20% เป็นคนกรุงเทพฯ ซึ่งสัดส่วนลดลงจากก่อนหน้าที่เคยซื้อถึง 40% อีก 2 โครงการ คือ โครงการเดอะ เบส สุขุมวิท 50 ภายใต้ความร่วมมือกับโตคิว คอร์ปอเรชั่น จำนวน 415 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 1,600 ล้านบาท มีบริการรถรับ-ส่งจากโครงการถึงบีทีเอสอ่อนนุช และโครงการ เดอะ เบส สะพานใหม่ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างแสนสิริและบีทีเอส กรุ๊ป จำนวน 820 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 2,800 ล้านบาท ติดสถานีสายหยุด ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่จะเปิดให้บริการในปี 2563 โดยทั้ง 2 โครงการ                          จะเปิดพรีเซลอย่างเป็นทางการในวันที่ 22-23 กันยายน 2561 นี้ ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.29 ล้านบาท หรือเริ่มต้น 95,000 บาทต่อตารางเมตร และเฉลี่ย 115,000 บาทต่อตารางเมตร นอกจากนี้ ในช่วงที่เหลือของปีมีแผนจะเปิดโครงการคอนโดมิเนียมใหม่อีก คือ เดอะ ไลน์ เป็นการร่วมทุนกับบีทีเอส กรุ๊ป 

นายภูมิศักดิ์ กล่าวว่าด้วยว่า ปีนี้ตั้งเป้าขายคอนโดมิเนียม 30,000 ล้านบาท สัดส่วนเป็นยอดขายคนไทย 17,000 ล้านบาท ยอดขายต่างชาติ 13,000 ล้านบาท ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมามียอดขายแล้ว 24,000 ล้านบาท สัดส่วนคนไทย 14,000 ล้านบาท และต่างชาติ 10,000 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะเป็นไปตามเป้าหมาย

บทความก่อนหน้านี้ลงเสาเอกสร้างพิพิธภัณฑ์ศาลาถ้ำหลวงแล้วคาดเสร็จพ.ย.นี้
บทความถัดไปคุก 1 ปี 6 เดือนไม่รอลงอาญา ‘ศราวุธ’ ผู้ต้องหาหนีคดีฉ้อโกง-ละเมิดศาล หนีควบคุม