รัฐ-เอกชน เกาะติดสหรัฐขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน รอบใหม่24กย.

จากกรณีสหรัฐฯเตรียมประกาศปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน จำนวนกว่า 6 พันรายการ มูลค่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในวันที่ 24 กันยายน จนเกิดความวิตกว่าจะกระทบต่อการส่งออกไทย นั้น

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. กำลังเฝ้าระวังผลกระทบในด้านลบ ขณะนี้ยังไม่เห็นผลกระทบโดยตรงต่อไทย และเชื่อว่าจะส่งผลดีในระยะยาว เนื่องจากเป็นการใช้มาตรการกีดกันการค้ากับจีน เพียงประเทศเดียว ส่วนสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบ อาทิ การทะลักเข้ามาของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากจีน แต่ไม่เท่าผลกระทบที่จีนได้รับเพราะจีนส่งไปสหรัฐฯได้ลดลง แต่ไทยอาจส่งออกไปสหรัฐฯแทนจีนได้เพิ่มขึ้น ส่วนผลดีคือจีนอาจย้ายฐานการผลิตมาไทยเพิ่มขึ้น

“เรื่องของมาตราการป้องกันของไทย ควรใช้ประโยชน์จากทำข้อตกลงทางการค้าเสรี (เอฟทีเอ)กับนานาประเทศ ซึ่งทำให้การส่งออกและการนำเข้า ของไทยได้คล่องตัวขึ้น ส่วนจะกระทบกับดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมหรือไม่ คงต้องจับตาดูท่าทีการตอบโต้ของจีนต่อไปและรุนแรงแค่ไหน ” นายสุพันธุ์

ว่าที่ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง หอการค้าไทย กล่าวว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา-จีน ยังไม่ส่งผลกระทบกับไทยถึงขั้นที่ต้องกังวลมากนัก ถึงแม้จะมีสินค้าบางชนิดของไทยที่ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากสหรัฐฯ อาทิ เหล็ก อลูมิเนียม แล้วก็ตาม แต่เรื่องที่เป็นห่วงในตอนนี้คือ การจับตามองเรื่องสวมสิทธิสินค้า เนื่องจากการมีข้อตกลงทางการค้า (เอฟทีเอ) ระหว่างอาเซียน-จีน ทำให้มีนักลงทุนจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตที่ไทยมากขึ้น เมื่อมีการนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตสินค้า และถูกตีตราเป็นสินค้าส่งออกจากไทย ต้องตรวจสอบว่าผลิตโดยประเทศไทยจริงหรือไม่ เพราะหากพบว่ามีการนำสินค้าที่ผลิตโดยจีนแต่มาสวมสิทธิเป็นสินค้าส่งออกของไทย แล้วทำการส่งออกไปยังสหรัฐฯ อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ ทั้งยังเสี่ยงในการส่งผลกระทบต่อสินค้าประเภทอื่นๆ ของไทย นอกเหนือจากเหล็กและอลูมิเนียม เนื่องจากหากสหรัฐฯ จับได้ว่ามีการสวมสิทธิสินค้าส่งออกจากไทย จะทำให้ไทยได้รับผลกระทบในการส่งออกสินค้าทุกชนิดยากมากขึ้น และเป็นการปิดประตูทางการค้าของไทย อาจทำให้ไทยตกที่นั่งลำบากได้

ว่าที่ร.อ.จิตร์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการป้องกันนั้น เบื้องต้นควรตรวจสอบบริษัทผลิตสินค้าส่งออกที่ร่วมกับนักลงทุนจีนให้เข้มงวดมากกว่าเดิม เนื่องจากมีการตรวจสอบแล้ว พบว่า มีสินค้าบางประเภทถูกสวมสิทธิแล้ว ทำให้ต้องมีมาตรการตรวจสอบที่รัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) จากประเทศที่เป็นตลาดหลัก ทั้งสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐฯ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลกระทบกับไทยในอนาคตได้


นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา-จีน ไม่ส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรง แต่ทางอ้อมอาจมีบ้าง อาทิ สหรัฐฯ ตรวจสอบสินค้าบางประเภทของไทยเข้มข้นขึ้น โดยยังเชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อไทยมากกว่า เนื่องจากไทยสามารถส่งออกสินค้าที่ถูกขึ้นภาษีให้ทั้ง 2 ประเทศยักษ์ใหญ่แทนได้ แต่หากเหตุการณ์ยังยืดเยื้อต่อไปอีก 3-4 ปี อาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น จากปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจโลกหดตัว 0.5% ส่วนผลกระทบต่อส่งออกไทยตอนนี้ คือ เงินบาทผันผวนอ่อนค่าลง

” ที่น่าเป็นห่วงคือ การนำสินค้าจีนมาสวมสิทธิไทย ส่งออกไปยังประเทศที่สาม โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่กำลังมีข้อพิพาทกับจีนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะนี้ ซึ่งจะส่งผลทำให้ไทยถูกสหรัฐฯ เพ็งเล็งในการนำเข้าสินค้าจากไทย จึงต้องมีมาตรการควบคุมเรื่องนี้ให้เข้มงวดมากขึ้น โดยการมีฐานข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างเป็นระบบ ในกรณีที่ต้องการความชัดเจนของแหล่งผลิตสินค้า ส่วนเรื่องนี้จะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหนนั้น ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ในตัว โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้เลย “นายสนั่น กล่าว

ด้านน.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สนค.กำลังเช็คในรายสินค้าที่สหรัฐฯเก็บภาษีเพิ่มอีก 10-25% ว่าใช้วัตถุดิบจากไทยในการผลิตบ้าง เพราะจีนมีการลงทุนด้านชิ้นส่วนในไทยมาก และสินค้าใดที่้ทำให้ไทยสามารถเพิ่มการส่งออก รวมถึงการเปิดไตร่สวนเพื่อใช้มารตการเพิ่มเติมของสหรัฐฯ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ แต่อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ไทยได้ประโยชน์ในการส่งออกไปทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐ อาทิ สินค้าเกษตร ผัก/ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ อาหารปรุงแต่งและเครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์และพลาสติก ยานยนต์และส่วนประกอบ ส่วนสินค้าที่ไทยส่งออกไปทดแทนสินค้าจากสหรัฐในตลาดจีน ได้แก่ ข้าวสี ยางแท่ง มะพร้าว ฝรั่ง มะม่วง มังคุด น้ำผึ้งธรรมชาติ กรดซิตริก และเครื่องยนต์สันดาปภายใน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ตอนนี้ต้องจับตาการเคลื่อนย้ายของการลงทุน รวมถึงกระทรวงฯกำลังเฝ้าระวังสินค้ากลุ่มเสี่ยงที่จะทะลักเข้ามายังไทยต่อไป และการฟ้องร้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เกี่ยวกับการใช้มาตรการทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศด้วย

บทความก่อนหน้านี้‘หมอวรงค์’ ชูธงสร้าง ปชป.เข้มแข็ง-กลับมามีชัยชนะในการเลือกตั้ง
บทความถัดไปสุดคึกคัก’ผู้สูงอายุ’สวมครุยต่อแถวรับใบประกาศนียบัตร พร้อมเคี้ยวหมากฉลองเรียนจบ