สมาพันธ์ทนายความฯ ยื่นผู้ตรวจสอบปมเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมแหล่งอ่าวไทย

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 5 ตุลาคม ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สมาพันธ์ทนายความแห่งประเทศไทย นำโดยนายวรกร พงศ์ธนากุล ประธานสภาพันธ์ พร้อมด้วย พญ.กมลพรรณ ชีวะพันธุ์ศรี แกนนำเครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทยและคณะ เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินผ่านนายวัทญญู ทิพยมณฑา รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คณะกรรมการปิโตรเลี่ยม ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน คณะรัฐมนตรี กรณีการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลี่ยมอ่าวไทย (แหล่งเอราวัณ และบงกช)

โดยนายวรกร กล่าวว่า ต้องมายื่นเรื่องนี้ เพราะว่าทั้งสองแหล่งกำลังจะหมดสัมปทานขุดเจาะในปี 2565 และรัฐได้มีการเปิดให้ยื่นซองขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีเพียงเอกชน 2 รายเดิมที่เป็นเจ้าของสัมปทานขุดเจาะเข้ายื่นซอง โดยรัฐจะมีการตัดสินในเดือนธันวาคมว่าจะให้เป็นผู้ได้รับสิทธิหรือไม่ ทางภาคประชาชนจึงเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ขั้นตอนของการออกหลักเกณฑ์ที่เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน 2 ราย แม้จะกำหนดให้เป็นระบบแบ่งปันผลผลิต แต่ก็กำหนดให้เอกชนได้ร้อยละ 70 และรัฐได้ร้อยละ 30 ซึ่งไม่ต่างจะระบบสัมปทานเดิม ขณะเดียวกันยังรวมหลุมย่อย 7 หลุมขุดมาเป็น 2 หลุมขุดใหญ่และวงเงินทุนจดทะเบียนบริษัทที่มีสิทธิเข้ายื่นซองประมูลว่าต้องมีไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้รายย่อยไม่สามารถเข้าแข่งขันได้ จึงต้องการให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งพิจารณาวินิจฉัยเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระงับการตัดสินและยื่นประกวดซองราคาในเดือนธันวาคมออกไป

“แหล่งปิโตรเลี่ยมทั้งสองแหล่งเมื่อหมดสัญญาปี 65 ก็จะกลับมาเป็นสมบัติของคนไทยแล้วคนไทยควรจะได้ผลประโยชน์ที่ดีกว่าเดิม ความจริงรัฐบาลไม่ต้องไปคิดอะไรเลย เอาแบบมาเลเซียมาใช้ก็ฉลาดแล้ว เขาใช้ระบบจ้างผลิต แบ่งเอกชนแค่ร้อยละ 10 แต่ของไทยที่ว่าเปลี่ยนเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตก็แค่สัมปทานจำแลงเท่านั้นเพราะผลตอบแทนก็ยังได้ร้อยละ 30 เหมือนเดิม โดยกินระยะยาวนานอีก 36 ปีนับแต่ปี 2565 เท่ากับว่าแทนที่ลูกหลานคนไทยจะได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานทั้งสองแห่งได้ใช้น้ำมันในราคาถูกไป 36 ปีก็กลายเป็นว่า ต้องเป็นหนี้ และใช้นำมันแพงไปอีก 36 ปี หรือาจจะยาวนานกว่านั้นอีก”

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon