เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม นายพนัชกร โพธิบัณฑิต หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค นางสาวเนตรนภา งามเนตร ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานไทรโยค พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และ ร.ต.อ.อภิชัย พุ่มชัย พนักงานสอบสวน สภ.ไทรโยค ร้อยเวรเจ้าของคดี จะเดินทางลงพื้นที่บริเวณสำนักสงฆ์เต่าดำอีกครั้ง เพื่อตรวจหาวัตถุพยานเพิ่มเติม รวมทั้งซากชิ้นส่วนของหมีขอ ซึ่งอาจหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ และเพื่อเข้าไปตรวจในบริเวณที่เป็นกุฏิพระสงฆ์ รวมทั้งบริเวณโดยรอบที่เป็นพื้นที่พักแรมที่กลุ่มผู้ต้องหาเข้าพัก นอกจากนี้ จะเข้าพูดคุยกับเจ้าอาวาส พระสงฆ์ และผู้ดูแลสำนักสงฆ์ด้วยเพื่อนนำมาเป็นหลักฐานเพิ่มเติมในคดี
นายพนัชกรเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่อุทยานได้เข้าแจ้งความเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนให้ติดตามตัวผู้กระทำผิดอีก 1 ราย ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่เก็บรวบรวมและหลักฐานในที่เกิดเหตุเพิ่มเติมที่สำนักงานสงฆ์เต่าดำเมื่อวันก่อน ประกอบกับได้ตรวจสอบภาพจากที่เจ้าหน้าที่ได้บันทึกไว้ในวันเกิดเหตุในภายหลังอีกครั้ง พบว่ามีผู้ร่วมกระทำผิดในคดีดังกล่าวหายตัวไประหว่างที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรโยคเข้าทำการจับกุม โดยอาศัยจังหวะช่วงชุลมุนหลบหนีการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ จากภาพที่ปรากฏเป็นชายสวมเสื้อสีน้ำเงิน (ตามภาพ) ซึ่งจากการรวบรวมหลักฐานและสืบในทางลับว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใคร ทราบชื่อในเวลาต่อมาคือ นายสมเกียรติ เพ็งนาเรนทร์ บ้านอยู่ในพื้นที่หมู่ 1 อ.บ้านคา จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นลุงของปลัด ดังนั้น ก็จะเป็นหน้าที่ของทางพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการสืบสวนติดตามจับกุมบุคคลดังกล่าวมาดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ กรณีที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลดังกล่าวที่หลบหนีการจับกุมอาจจะเป็นนายพรานมือยิงหมีขอก็เป็นได้ และอาจส่งผลต่อรูปคดีได้นั้น เชื่อว่าหลักฐานที่เจ้าหน้าที่มีอยู่ในขณะนี้แน่นหนาพอที่จะมัดตัวผู้กระทำผิดได้ ซึ่งจากการตรวจพิสูจน์ของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเบื้องต้นพบคราบเขม่าดินปืนติดอยู่กับกลุ่มผู้กระทำผิดหลายคน
อย่างไรก็ตาม ในวันนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะเดินทางลงพื้นที่บริเวณสำนักสงฆ์เต่าดำอีกครั้ง เพื่อตรวจหาหลักฐานรวมทั้งพยานวัตถุเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะมีหลงเหลืออยู่ในที่เกิดเหตุอีก รวมทั้งการตรวจสอบในลำห้วยบริเวณที่พักแรมซึ่งคาดว่ากลุ่มผู้ต้องหาน่าจะโยนเศษซากและชิ้นส่วนของสัตว์ลงไปในน้ำ แต่ค่อนข้างที่จะยากในการตรวจสอบ เนื่องจากลำห้วยดังกล่าวมีน้ำไหลและค่อนข้างเชี่ยว แต่กรณีเสือดำเป็นน้ำนิ่งจึงตรวจหาได้ง่ายกว่า โดยจะใช้วิธีเดินเรียงหน้ากระดานค้นหา ซึ่งอาจจะพบเศษซากหลงเหลืออยู่บ้าง หรืออาจจะถูกสัตว์อื่นคาบไปกินแล้วก็เป็นได้ นอกจากนี้เรายังมีข้อสันนิษฐานด้วยว่า กลุ่มผู้กระทำผิดอาจจะทำลายหลักฐานด้วยการขุดหลุมฝังซากหมีขอไว้ตรงบริเวณใดบริเวณหนึ่งในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งจะได้ทำการปูพรมค้นหาอย่างละเอียดเช่นกัน ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการทำงานมากพอสมควร
สำหรับร่องรอยของกระสุนปืนในที่เกิดเหตุที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบไปก่อนหน้านี้ยังไม่พบแต่อย่างใด แต่ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้ข้อมูลจากคำให้การของผู้ที่ถูกจับกุม ดังนั้นก็จะลงไปตรวจหาร่องรอยตามที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวอ้างถึง โดยจะเน้นที่สำนักสงฆ์เต่าดำเป็นหลัก

