นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เปิดเผยในงานแถลงข่าว ดีป้า สเต๊ปฟอร์เวิร์ด 2019 ก้าวเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ณ ร้าน all six to twelve (Abelle Cafe) โรงแรมเออบาร์น่า หลังสวน กรุงเทพฯ ว่า การดำเนินงานของดีป้าในปี 2561 ได้รับผลที่ถือว่าเป็นที่พอใจอย่างมาก จึงคาดว่า ผลของกิจกรรมต่างๆ ที่ได้ส่งเสริมและสนับสนุนไป จะก่อให้เกิดการขยายตัวในด้านการลงทุนในด้านดิจิทัลให้กับอุตสาหกรรมและธุรกิจด้านดิจิทัลอย่างกว้างขวาง ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมได้กว่า 1,096 ล้านบาท จากงบประมาณส่งเสริมและสนับสนุนรวมทั้งสิ้น 286 ล้านบาท และได้รับงบรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2560 งบกลางรายการค่าใช้จ่ายส่งเสริมและการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศ หรืองบบิ๊กร็อก ทั้งสิ้น 1,300 ล้านบาท ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีก 3,500 ล้านบาท และเกิดการจ้างงานในกลุ่มเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น 5%

นายณัฐพล กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานในปี 2562 ดีป้าได้รับการจัดสรรงบประมาณ มูลค่า 1,201 ล้านบาท จากงบประมาณที่ยื่นขอไปทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท ในการสานต่อโครงการเดิม และเริ่มต้นโครงการใหม่ ซึ่งจะนำไปใช้ในการสร้างสถาบันไอโอที มูลค่า 400 ล้านบาท และใช้ในการเตรียมความพร้อมจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โป ดูไบ 2020 มูลค่า 600 ล้านบาท และเป็นค่าใช้จ่ายประจำอีก 201 ล้านบาท ขณะที่ งบประมาณกลางปี เตรียมเสนอขอเพิ่มเติม จำนวน 880 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น งบประมาณการพัฒนากำลังคน 200 ล้านบาท งบประมาณการพัฒนาสตาร์ทอัพ 200 ล้านบาท งบประมาณพัฒนาสมาร์ทซิตี้ 300 ล้านบาท และงบประมาณการพัฒนาด้านการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่ดิจิทัลของภาคส่วนการเกษตร 180 ล้านบาท
“ดีป้า อยู่ระหว่างเตรียมการกำหนดมาตรฐานสมาร์ทซิตี้ ให้ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจอัจฉริยะ, การสัญจรอัจฉริยะ, พลังงานอัจฉริยะ, การบริหารจัดการเมืองแบบอัจฉริยะ, ระบบการอยู่อาศัยอัจฉริยะ และสมาร์ทพีเพิล โดยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานสมาร์ทซิตี้ ประกอบด้วย การมีแผนการออกแบบเมืองที่ชัดเจน, การวางแผนการจัดเก็บข้อมูลของเมือง, การจัดทำข้อมูลเปิดของเมืองต่อยอดการใช้ประโยชน์, การมีโซลูชั่นแก้ไขปัญหาของเมือง, การวางแผนด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์, การร่วมมือกับเอกชนในเมือง โดยแผนการพัฒนาของแต่ละเมืองต้องสอดคล้องกับจุดแข็งของแต่ละจังหวัด” นายณัฐพล กล่าว

นายณัฐพล กล่าวว่า การพัฒนาเมืองอัจริยะของแต่ละจังหวัด ไม่จำเป็นต้องครอบคลุมทั้ง 6 ด้าน โดยสามารถเลือกพัฒนาในด้านที่จังหวัดมีความถนัด แต่พื้นฐานการพัฒนาเมืองอัจฉริยะทุกแห่งต้องมีพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นที่ที่จะกำหนดอยู่ในหลักเกณฑ์การเป็นสมาร์ทซิตี้ ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าว จะร่างแล้วเสร็จภายในต้นปี 2562 และนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสมาร์ทซิตี้ โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน หลังจากนั้นจะจัดส่งหลักเกณฑ์ให้แต่ละจังหวัด เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการ ซึ่งเมื่อสามารถผ่านเกณฑ์ได้เป็นเมืองสมาร์ทซิตี้ ใช้เป็นแนวทางในการสนับสนุนการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

