คิดเห็นแชร์ : ความจริงในปี 2018 และจินตนาการในปี 2019

“จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” คือวลีอันอมตะที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในโลก
การเงิน ภาพจินตนาการของเศรษฐกิจรายปีก็สำคัญไม่แพ้กัน

เมื่อช่วงปลายปีเวียนมาถึง นักวิเคราะห์อย่างผมก็มีหน้าที่ต้องสรุปความรู้จากปี 2018 รวมถึงจินตนาการสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั่วโลกในปี 2019 พร้อมแชร์กับทุกคน

สิ่งที่เรารู้แล้วก็คือปี 2018 เป็นปีที่ “ท่าดีทีเหลว”

ปี 2018 กลายเป็นปีที่ความเสี่ยงเดิมอย่างความเข้มงวดของนโยบายการเงินหรือการเมืองที่ผันผวน กลับสร้างแรงกดดันในตลาดได้ เศรษฐกิจเล็กๆ ที่ใช้ดอลลาร์เป็นต้นทุนพบวิกฤตค่าเงิน ความเสี่ยงใหม่อย่างสงครามการค้าก็ทำให้อารมณ์ตลาดที่เหลืออยู่เสียไป และสุดท้ายเศรษฐกิจทั่วโลกจบที่การชะลอตัวลง มีเพียงสหรัฐเท่านั้นที่ยังไปต่อเพราะมีนโยบายภาษีเข้ามาช่วย สิ่งที่นักลงทุนจำคือ “ต้องระวังตัวอยู่เสมอและพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพส์” สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ในตลาดคือความหวังที่ไม่สูง ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จินตนาการเศรษฐกิจปี 2019 จึงต้องให้ทิศทางที่ชัดเจน

มองแบบตรงไปตรงมา เศรษฐกิจสหรัฐจะ “คืนสู่สามัญ” ถ้าไร้การกระตุ้นเพิ่ม

สืบเนื่องจากที่พรรครีพับลิกันเสียเสียงข้างมากในรัฐสภาไปแล้ว แนวโน้มการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงมีโอกาสติดขัด ผลที่จะตามมาก็คือการเติบโตของเศรษฐกิจที่ร้อนแรงระดับ 3% ในปีนี้จะไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน สวนทางกับเฟดที่จะขึ้นดอกเบี้ยต่ออย่างน้อย 0.75% สิ่งที่ตามมาคือตลาดทุนสหรัฐที่ไม่พุ่งแรงแซงเพื่อนอย่างปีนี้ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจสหรัฐก็ยังเด่นที่กระตุ้นง่ายที่สุด เพราะผู้บริโภคยังมีความมั่นใจสูง ถ้าสงครามการค้าจบเร็ว หรือมีมาตรการภาษีใหม่ ตลาดก็อาจวิ่งรับข่าวได้ทันที

ที่ดูยากกว่าก็คือยุโรป ที่ไม่ว่าจะจินตนาการอย่างไร ก็ดูมีปัญหา

ตลาดยุโรปปีหน้ายังปกคลุมไปด้วยเรื่อง Brexit การใช้งบประมาณที่ไม่สมดุลในอิตาลี หนี้เสียในภาคธนาคาร รวมไปถึงความตึงเครียดทางการค้าโลก มุมมองที่เป็นธรรมที่สุด คือจีดีพียุโรปอาจขยายตัวเพียง 1.7% ตัวช่วยในยุโรปเหลือเพียงธนาคารกลางที่พร้อมอุ้มทุกประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ
อีกทั้งช่วงตุลาคมก็จะหมดวาระของประธานธนาคารกลางยุโรป การขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น เรียกว่า “ไม่โตแต่ก็ไม่ตาย”

ข้ามมาฝั่งเอเชีย ดีที่สุดคือเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เป็นช่วง “ฟ้าหลังฝน”


เป็นปีที่ญี่ปุ่นเจอทั้งแผ่นดินไหว คลื่นความร้อน และพายุกระหน่ำ จนทำให้ศรษฐกิจหยุดชะงัก
ปีหน้าจึงควรเป็นปีที่มีโอกาสเร่งตัวกลับจากการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน แม้เดือนตุลาคมจะมีการปรับภาษีบริโภคขึ้น (จาก 8% เป็น 10%) แต่ในอดีต ทั้งปี 1997 และปี 2014 ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง อีกทั้งครั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นมีมาตรการทางภาษีอื่นๆ เข้ามาช่วงพยุงไปพร้อมกัน จึงอาจเป็นปีที่เห็นเศรษฐกิจกลับมาโตได้ใกล้เคียง 2.0% หนุนให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนขยายตัวได้ 8-10%

ที่ต้องอาศัยจินตนาการมากที่สุด คือเศรษฐกิจจีนที่ต้องก้าวข้ามมรสุมทั้งในและนอกประเทศ

การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐกับสินค้าจีนทั้งหมดที่ระดับ 25% ในปีหน้าจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงราว 0.8% ซ้ำกันกับเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังชะลอตัวลงทั้งในฝั่งสินเชื่อและอสังหาริมทรัพย์ การขยายตัวของ
จีดีพีทั้งปีจะเหลือเพียง 6% ทางรอดของจีนคือภาครัฐต้องช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากดอกเบี้ยและภาษีแต่ต้องคุมให้ค่าเงินไม่อ่อนค่า ไม้เด็ดของจีนจะอยู่ที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเปิดรับนักลงทุนต่างชาติ ถ้าเกิดขึ้นเร็วก็จะลดความกังวลและพลิกทิศทางเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวกลับมา

สุดท้ายกลับเข้ามาในฝั่งไทย ความน่าสนใจจะอยู่ที่การเลือกตั้งและความต่อเนื่องของทิศทางเศรษฐกิจ

การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระดับ 4% ถือว่าไม่แย่ แต่อยู่ที่จะรักษาการเติบโตไว้ได้ไหม สิ่งที่ตลาดจะไม่วางใจในปีหน้าก็คือการเลือกตั้งที่น่าคาดเดาได้ยาก อย่างไรก็ตาม ถ้าเกิดขึ้นได้และผลการเลือกได้รับการยอมรับ ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่ตามมาก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนตลาดทุนไทย และเมื่อไหร่ที่นักลงทุนต่างชาติวางใจและกลับเข้าลงทุน ตลาดทุนก็จะสามารถก้าวผ่านความผันผวนในปีหน้าไปได้เช่นกัน

การมองภาพปี 2019 ต้องใช้จินตนาการมากมาย สื่อเป็นนัยว่าตลาดทุนจะเริ่มต้นปีอย่างระมัดระวัง แต่เมื่อความคาดหวังไม่สูง โอกาสที่จะเจอผลตอบแทนที่เหมาะสมก็จะมีไม่น้อยเช่นกัน

 

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย
jitipol.puksamatanan@ktb.co.th

บทความก่อนหน้านี้‘มูรินโญ่’ ขอเวลาอีกไม่นาน เชื่อพา ‘ปีศาจแดง’ หวนคืนท็อปโฟร์ได้แน่
บทความถัดไปคอฟฟี่เบรก : บุญติดจรวด