‘ว.วชิรเมธี’ แจงปม ‘ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน’ ชี้ถูกสื่อแปลงสาร นักวิชาการจ้องหาเรื่องพระ

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ ‘พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี’ เผยแพร่บทความขนาดยาว อธิบายความถึงวาทกรรม ‘ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน’ ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนัก เหตุมาจากถูกสื่อแปลงสาร อีกทั้งนักวิชาการบางคนที่คอยหาเรื่องพระสงฆ์ อ่านหนังสือไม่แตก ทำวานลวก ไม่เข้าใจบริบทของสิ่งที่ตนต้องการสื่อสาร

ดังนี้

“สื่อมวลชนไทย ควรหาความรู้ให้แน่ ใช่แค่มโน”
(สอนเรื่องการฆ่าเวลา ใยแปลงสารออกมาเป็นเรื่องฆ่าคน)
.
ในรอบหลายปีที่สังคมไทยตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง
คนต่างกลุ่มต่างพวกที่มีความเห็นแตกต่างกัน ต่างก็ตกอยู่ในห้วงแห่ง
ความโกรธ เกลียด ชิงชัง และต่างก็งัดเอาสารพัดวิธีมาทำลายกัน เพื่อพิทักษ์
รักษาไว้ซึ่งความคิดความเชื่อของตน ผู้คนทั้งประเทศถูกลากเข้าไปสู่ความขัดแย้ง
ไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า
.
ในท่ามกลางความขัดแย้งนั้น มีนักคิด นักเขียนมากมายเข้าร่วมวงด้วย
บางคนก็เป็นนักคิดนักเขียนตัวจริงที่เป็นคนใจซื่อถือสัตย์ ปรารถนาดีต่อบ้านเมือง
มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นเป็นที่ตั้ง แต่บางคนก็มีเจตนาชัดเจนในทางยุให้รำตำให้รั่ว
ยั่วให้แย้ง แกล้งให้เป็นประเด็นจากเรื่องไม่เป็นเรื่อง
.
ในขณะที่คนทั้งสังคมเบื่อหน่ายความขัดแย้ง พยายามหาวิธีสร้างสมานฉันท์
เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่บางคนกลับพยายามทำทุกอย่างในทางตรงกันข้าม
และพยายามสร้างเงื่อนไขให้คนขัดแย้งกันอยู่เสมอ บางคนทำดังหนึ่งว่า ถ้าประเทศไทยสงบสุขตัวเองจะหมดความหมาย ดังนั้นจึงต้องหาเรื่อง สร้างเรื่อง เพื่อเบียดเบียนคนอื่นอยู่ตลอดเวลาอันยาวนาน เรื่องไม่มีก็ขยันสร้างขึ้นมา บางเรื่องขาดความสมเหตุสมผล ขาดบริบท ขาดความจริงรองรับทุกอย่าง ก็ยังดันทุรังจะให้เป็นเรื่องเสียให้ได้
.
ที่เกริ่นมาข้างต้นนี้ก็เพื่อจะบอกว่า
มีนักวิชาการ “บางคน” จาก “บางค่าย”
พยายามจะสร้างเรื่องมาโยนใส่ผู้เขียนครั้งแล้วครั้งเล่า
ทั้งๆ ที่เรื่องที่สร้างขึ้นมานั้น ขาดความสมเหตุสมผลในตัวมันเองและตลอดชีวิตของผู้เขียน
ก็ไม่เคยมีพฤติกรรมเข้าเค้ากับที่พยายามจะหาเรื่องเลยแม้แต่น้อย


.
นานมากแล้ว ผู้เขียนเขียนบทความชิ้นหนึ่ง จำได้ว่าชื่อ “มายาการของหลอดด้าย”
เนื้อหาหลักยังจำได้แม่นเพราะเขียนเองกับมือ ประเด็นสำคัญของบทความนี้ก็คือ
ต้องการ “ชี้ให้เห็นคุณค่าของเวลาตามคำสอนของพระพุทธเจ้า” ที่ทรงสอนว่า
“เราควรใช้เวลาแต่ละวันให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่าประมาทเวลา อย่าฆ่าเวลา
การฆ่าเวลาต้องนับว่าเป็นบาปชนิดหนึ่ง (ไม่ใช่บาปจริงๆ แต่เป็นการเปรียบเทียบ) พอๆ กับการฆ่าคน จะพูดว่า ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคนก็ได้ (ไม่ได้หมายความว่า “ฆ่าคนไม่บาป” จุดเน้นอยู่ที่ “ฆ่าเวลา” ไม่ใช่เรื่อง “ฆ่าคน” อย่าลืมว่าประเด็นของเรื่องคือการใช้เวลาให้เกิดคุณค่า)
ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น เพราะคนที่ขาดสติ มักจะฆ่าเวลาโดยไม่รู้เนื้อไม่รู้ตัว มักจะพร่าผลาญเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ไม่รู้จักใช้เวลาแต่ละวินาทีให้เกิดคุณค่าแก่ชีวิต เขาแค่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ไม่รู้จักสิ่งที่เป็นแก่นสารของชีวิตที่แท้จริง
เวลาแต่ละวันจะไหลผ่านเราเพียงครั้งเดียว ผ่านแล้วผ่านเลยชั่วนิรันดร์ ดังนั้น เราจึงต้องใช้เวลาแต่ละวันให้คุ้ม เหมือนที่พระพุทธองค์ท่านว่า “อโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พหุเกนะ วา แปลว่า “เวลาแต่ละวันอย่าให้ผ่านไปเปล่า ต้องได้อะไรบ้างไม่มากก็น้อย ขโณ โว มา อุปัจจะคา แปลว่า “ขณะ (เวลา) อย่าผ่านไปเปล่า” และ/หรือเหมือนกับที่อังคาร กัลยาณพงศ์ กวีซีไรท์ เขียนเตือนเอาไว้ว่า

“น้ำไหลอายุไขก็ใหลล่วง
ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
ฆ่าเวลาคือพร่าค่าคืนวัน
จะกำนัลโลกนี้มีงานใด”
.
เนื้อหาของบทความก็มีแค่นี้ แก่นมีแค่นี้ บริบทเป็นอย่างนี้
ต้องการชี้เรื่อง การเห็นคุณค่าของเวลา
แม้เนื้อหาจะไม่ได้เหมือนกันทุกอย่าง แต่ผู้เขียนเป็นคนเดียวกัน เขียนเองกับมือ
ประเด็นจึงไม่หลุดไปจากนี้ เรื่องก็มีแค่นี้ จำได้ว่า บทความนี้ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ
ก็เคยเอามาอ้างอิงลงในนิตยสารมติชนแบบเต็มเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบด้วยความชื่นชม
ว่าพูดถึงคุณค่าของเวลาได้เป็นอย่างดี
.
แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ก็มีนักวิชาการบางคน ยกข้อความบางส่วนจากฉบับเต็มมาอ้าง
แล้วก็พูดขึ้นมาเองเลยว่า “ผู้เขียนบทความนี้” เขียนหรือสอนกระตุ้นความรุนแรง
เพราะสอนว่า “การฆ่าคนไม่บาป” (เรื่องเดิมเขาพูดเรื่อง ฆ่าเวลา ไปหยิบเรื่องฆ่าคนมาชูได้อย่างไร ไม่มีใครเขียนเลยเถิดไปขนาดนั้นเลย บริบทก็ไม่ใช่)
.
เรื่องนี้ถ้ามันจะเป็นปัญหาตั้งแต่ต้นโดยตัวมันเอง บุคคลระดับอดีตรัฐมนตรี
นักการศึกษาและนักเขียนชื่อดังท่านคงไม่นำมาอ้างอิงเป็นแน่


.
ปัญหาที่เกิดขึ้น สันนิษฐานว่า
1. คนที่นำมากล่าวหาผู้เขียน ว่าสอนวิปริตผิดเพี้ยนส่งเสริมความรุนแรง คงจะ น่าจะ อาจจะ “ไม่ได้อ่านฉบับเต็ม” ข้อน่าสังเกตก็คือ ถ้าไม่ได้อ่านฉบับเต็ม แล้วยกบางข้อความมากล่าวหาคนอื่นได้อย่างไร ขอถามหน่อยว่า นักวิชาการมืออาชีพ เขาทำกันไหม ยกบางข้อความมาโดยไม่สนใจบริบทรอบข้าง นี่เป็นจรรยาบรรณอย่างต่ำที่สุดของนักวิชาการด้วยซำ้ไป


2.คนที่นำมากล่าวหาผู้เขียนคง “อ่านหนังสือไม่แตก” (ขออภัยที่ใช้คำนี้) เขาเขียนเรื่องหนึ่ง ไปสนใจอีกเรื่องหนึ่ง ทำนองไปไหนมาสามวาสองศอก ข้อความเขามุ่งอุปมา แต่ไพล่ไปมองหาข้อเท็จจริง

3.เคยอ่านบทความฉบับเต็มก็จะรู้ว่า บริบทของเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวกับการสังหารผลาญชีวิตใครเลย เป็นเรื่องการฆ่าเวลาเท่านั้น มองยังไงก็ไม่ชวนให้ลากไปสู่การสังหาญผลาญชีวิตคนได้

4. บางคนก็ไปจับเอาข้อความเรื่อง “ฆ่าเวลา” เป็นต้นนี้แหละมาจากทวิตเตอร์ ซึ่งผู้เขียนก็ไม่ได้โพสต์ ช่วงนั้นไม่ได้อยู่ในเมืองไทย ผู้เขียนอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็ยกมากล่าวหาผู้เขียนเป็นวรรคเป็นเวรว่า ผลิตคำสอนส่งเสริมความรุนแรง หาว่าผู้เขียนสอนเรื่องฆ่าคนได้ไม่เป็นไร (พูดเอาเองทั้งนั้น) ในแง่นี้ก็ขอถามหน่อยว่า นักวิชาการสมัยนี้เขาเขียนบทความวิชาการ ด้วยการอ้างจากทวิตเตอร์เพียงวรรคเดียว โดยไม่สนใจ “ต้นเรื่อง”และ “บริบทแวดล้อม” กันเลยหรือ งานสุกเอาเผากินอย่างนี้เป็นงานของนักวิชาการอย่างนั้นหรือ หรือให้ตรงกว่านั้นก็ต้องว่า กล้าเรียกตัวเองว่านักวิชาการอย่างนั้นหรือ ?
.
พูดเรื่องบริบทกันบ้าง
.
เมื่อเกิดความขัดแย้งกลางเมืองในปี 2543 จำได้ว่า ผู้เขียนนี้เอง เป็นคนร่วมกันคิดกับพระไพศาล วิสาโล ว่าควรจะจัด “บิณฑบาตความรุนแรง” จากนั้นก็ไปชวนแม่ชีศันสนีย์ ท่านเจ้าคุณวัดพระราม 9 มาแถลงข่าวร่วมกันที่อุทยานเบญจสิริมีสื่อมวลชนมาทำข่าวมากมาย ฐานข้อมูลในกูเกิลก็มีอยู่
.
คำถามก็คือ พระที่เป็นหัวหอกในการจัดบิณฑบาตความรุนแรง เพื่อเตือนสติสังคมไม่ให้เข้าไปสู่ความรุนแรง จะเป็นพระรูปเดียวกันกับที่สอนว่า ฆ่าคนไม่บาปเช่นนั้นหรือ จะเป็นพระรูปเดียวกันที่ส่งเสริมความรุนแรงกระนั้นหรือ ?
.
นี่ยังไม่ต้องพูดว่า ผู้เขียนเป็นพระ มีวิถีชีวิตนักบวชในพระพุทธศาสนามาตลอด ไม่เคยมีประวัติในทางเข่นฆ่าราวีใครมาก่อน ข้อมูลพื้นฐานเช่นนี้ ไม่ต้องอ้างงานวิจัยให้ดูเท่ ใช้แค่ common sense เอาก็ได้
.
ผู้เขียนเขียนหนังสือไว้หลายร้อยเล่ม บรรยายธรรมไว้หลายพันเรื่อง หาอ่าน หาฟังไม่ยากเลย ถ้าจะมีจิตวิญญาณนักวิชาการที่รักความจริงกันสักนิด ก็ควรจะไปหามาอ่าน มาฟัง หากมีเรื่องไหนส่อไปในทางส่งเสริมความรุนแรงจะบอกจะเตือนกันก็ได้ หรือมิเช่นนั้นจะโทรศัพท์มาถามก็ได้ เช็คข้อมูลให้แน่ ให้ชัด ให้จริง ฐานของงานวิชาการคือข้อมูล ไม่ใช่จินตนาการหรือมโน อนึ่ง ผู้เขียนเป็นบุคคลสาธารณะ ถ้ารักจะเอาความจริง ก็มานั่งคุยกันถามกันได้ทุกเมื่อ
.
แต่ที่ผ่านมา นักวิชาการบางคน บางค่าย ตั้งใจแต่จะหาเรื่องพระ มีความสุขกับการวิจารณ์พระ เห็นพระทั้งประเทศเงียบกริบ เวลาถูกว่าถูกถากถาง ก็คิดว่าตัวแน่ คิดว่าตัวฉลาดรอบรู้ และนานเข้าก็คิดว่า สิ่งที่ตนพูดเป็นความจริงไปเสียทั้งหมด ทั้งๆ ที่หลายต่อหลายเรื่องเป็นเพียงฟูมฟองของจินตนาการที่คิดเองเออเอง
.
ผู้เขียนมั่นใจว่า ตลอดชีวิตสมณะไม่เคยสอนใครให้ไปฆ่าใคร ไม่เคยสอนนอกพระธรรมวินัย (ป.ธ.9)มีชีวิตอยู่ในที่แจ้ง ไม่ใช่ขุนขลังขมังเวทย์ และตั้งใจทำหน้าที่ของสมณะมาโดยตลอด แม้ไม่สมบูรณ์ ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนแท่งทองชมพูนุท นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชน ซึ่งก็วิจารณ์ได้ วิพากษ์ได้ สอนได้ เห็นต่างได้ แต่…เราไม่ควรสับสนระหว่างเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ กับเสรีภาพในการใส่ร้ายป้ายสี ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน


.
สังคมของเรามีปัญหาหมักหมมมากมาย เพราะมีนักวิชาการบางคนทำงานอย่าง “สุกเอาเผากิน” จ้องแต่จะสร้างตัวตนบนหน้าสื่อ โดยไม่คำนึงถึงแม้แต่ความจริงหรือจรรยาบรรณพื้นฐานของการเป็นนักวิชาการที่ดี ตัดสินคนอื่นง่ายๆ บริภาษคนอื่นง่ายๆ โดยไม่สนใจว่า สิ่งที่ตัวทำจะบั่นทอนสติปัญญาของประชาชนอย่างไร จะก่อให้เกิด “ความเข้าใจผิด” และ สร้าง “ความเกลียดชัง” ตกค้างไปสู่คนรุ่นหลังอย่างไร
.
นักวิชาการที่ชอบทำงานลวกๆ ไม่สนข้อเท็จจริง มุ่งแต่จะกล่าวหาคนอื่นนั้น เขาไม่ได้ทำร้ายคนอื่นที่กำลังกล่าวหาเท่านั้น แต่เขากำลังทำลายวงวิชาการของเขาเองด้วย ทำลายคนอ่านที่เสพงานของเขาด้วย และทำร้ายหนักที่สุดก็คือ ทำร้ายทางปัญญาต่อคนที่เชื่อข้อมูลเท็จที่เขาสร้างมันขึ้นมา คนที่รักปัญญา รักความรู้ รักประเทศชาติบ้านเมืองและหวังจะเป็นนักวิชาการที่ดีนั้น เบื้องต้นที่สุด ต้อง “รักความจริง” เสียก่อน หากมองข้ามความจริง นึกจะพูดจะเขียนอะไรก็โพล่งขึ้นมา อาศัยแต่ความกล้าแสดงออกล้วนๆ คนอย่างนี้ นำพาชะตากรรมของประเทศไปได้ไม่ไกลหรอก สร้างงานที่ยิ่งใหญ่ก็คงไม่ได้ เพราะไม่ใส่ใจข้อเท็จจริงอันเป็นฐานของความคิดเสียแล้ว ที่เหลือจะเอาความน่าเชื่อถือมาจากไหน ?
.
ใครก็ตามที่ชอบสร้างเรื่องกล่าวหาว่า อาตมาสอนให้คนใช้ความรุนแรงมาเข่นฆ่ากัน อาตมาขอถามกลับว่า “เคยอ่านบทความฉบับจริง และ ฉบับเต็ม ที่อาตมาเขียนแล้วหรือยัง” หรือว่านักวิชาการสมัยนี้ ใช้แค่ขยะข้อมูลบนโซเชี่ยลมีเดีย ก็ผลิตงานวิชาการได้แล้ว ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง อาตมาก็ใคร่จะกล่าวว่า เพราะเราทำงานกันอย่างสุกเอาเผากินและมักง่ายเช่นนี้เอง หลายปีมานี้ ประชาชนเขาถึงหันไปฟังหมอดูทำนายทายทักบ้านเมือง แทนที่จะฟังสติปัญญาจากนักวิชาการอย่างที่ควรจะเป็น
.
ข้อเขียนนี้ อาจพูดถึงนักวิชาการเยอะหน่อยแต่ก็พึงทราบว่า มุ่งถึงนักวิชาการบางคนที่ทำงานแบบมักง่ายเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับตัวจริงเสียงจริงทั้งหลายแต่อย่างใด
.
(ว.วชิรเมธี)

 

บทความก่อนหน้านี้ททท.ชวนเที่ยวไทย ทำคลิปวิดีโอเชิญชวน ‘แม่ฮ่องสอน-เพชรบูรณ์’
บทความถัดไป18 เอกชนชิงท่าเรือมาบตาพุดเฟส3รู้ผลก.พ.ปีหน้า