นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกระแสข่าวการควบรวมธนาคารทีเอ็มบีและธนาคารธนชาติว่า ผู้ถือหุ้นของทั้งธนาคารทหารไทยและธนาคารธนชาติมาพบและพูดคุยเรื่องการควบรวมแล้ว แต่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน ขณะนี้ยังเป็นช่วงเวลาพิจารณาเหมือนกำลังจีบกันอยู่ยังไม่ตกลงแต่งงาน เพราะในส่วนของธนาคารทีเอ็มบี นอกจากธนาคารธนชาติที่อยากควบรวมแล้วยังมีอีกหลายธนาคาร รวมถึงธนาคารกรุงไทยอยากควบรวมด้วย เรื่องนี้ผลสรุปเรื่องนี้เป็นอย่างไร คงเป็นเรื่องของธนาคารและผู้ถือหุ้นตัดสินใจเลือกแนวทางที่ดีที่สุด
นายอภิศักดิ์กล่าวต่อว่า ในฐานะผู้ถือหุ้นธนาคารทีเอ็มบี แม้ว่าการเข้าถือหุ้นทีเอ็มบีของคลังจะไม่ใช่การลงทุนตามยุทธศาสตร์ เพราะต้องเข้าไปถือแก้ไขปัญหาธนาคาร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรีบขาย ซึ่งการจะขายหรือควบรวมต้องทำให้ดีขึ้น ทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้น จากขณะนี้ราคาหุ้นทีเอ็มบีอยู่ที่ 2 บาท ถ้าควบรวมแล้วเหลือ 1 บาท คงไม่ต้องควบรวม แต่ถ้าควบแล้วเพิ่มขึ้น 3-4 บาท ถือเป็นเรื่องที่ดีควรจะสนับสนุน
นายอภิศักดิ์กล่าวต่อว่า กระทรวงการคลังส่งเสริมให้ธนาคารควบรวมกัน เพราะต้องการให้ธนาคารของไทยมีขนาดใหญ่สู้กับธนาคารต่างประเทศได้ จึงออกมาตรการภาษีส่งเสริมควบรวมกิจการ อย่างไรก็ตามหลังออกมาตรการดังกล่าวมีผู้ถือหุ้นธนาคารเข้ามาขอเพิ่ม ว่าถ้าควบรวมแล้วจะขายสินทรัพย์อะไรบางอย่างออกไป จะขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้หรือไม่ เช่นขายบริษัทลูกออกไป จะขอเว้นภาษีเงินได้กำไรจากการขายหุ้น ก็บอกไปว่าไม่ได้ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน ส่วนนี้ไม่ใช่ควบรวมกิจการ แต่เป็นการขายสินทรัพย์ มีกำไรก็ต้องเสียภาษี
นายอภิศักดิ์กล่าวต่อว่า การออกนโยบายสนับสนุนการควบรวม เพราะต้องการให้ธนาคารของไทยมีขนาดใหญ่ เช่น ในสิงคโปร์ก่อนหน้านี้มีธนาคารจำนวนมาก แต่สามารถรวมกันจนเหลือ 4 ธนาคารกลายเป็นระดับเวิล์ดคลาส เช่นเดียวกันมาเลเซีย มีการควบรวมธนาคารจนทำให้เมย์แบงก์ใหญ่มาก จากเมื่อก่อนต้มยำกุ้งมีขนาดเล็กกว่าธนาคารกรุงเทพ ซีไอเอ็มบี ก่อนหน้านี้เคยมีขนาดครึ่งหนึ่งของธนาคารกรุงเทพเท่านั้น แต่ขณะนี้ซีไอเอ็มบีใหญ่กว่าธนาคารกรุงเทพ 2 เท่า ส่วนเมย์แบงก์ใหญ่กว่าซีไอเอ็มบีอีก
นายอภิศักดิ์กล่าวต่อว่า สำหรับของไทยหากรวมแล้วไม่ใหญ่มากยังดีกว่าไม่ควบรวมกัน เพราะในอนาคตจะต้องมีการลงทุนด้านไอที ต้นทุนการลงทุนการดำเนินงานสูง ถ้ายังอยู่แบบเล็กๆจะแข่งขันกับคนอื่นลำบาก สิ่งที่อยากเห็นคือให้ธนาคารของไทยไปแข่งกับธนาคารในภูมิภาค ไม่ใช่แย่งเค้กกันเฉพาะในเมืองไทย จะต้องไปเอาส่วนแบ่งจากข้างนอก แล้วเอาผลประโยชน์กลับมาในไทย ปัจจุบันแบงก์ไทยยังแย่งกันอยู่ภายใน ยกเว้นธนาคารกรุงเทพเริ่มออกไปนอกประเทศ แต่ด้วยขนาดยังเล็กเมื่อเทียบกับแบงก์ต่างชาติก็ไม่ง่ายนัก
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


