ปลายทาง ‘หงส์แดง’ ไม่ได้แชมป์ไม่ได้แล้ว!

สถานการณ์การลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลนี้ แฟนบอลหลายคนเริ่มคิดเห็นไปในทิศทางเดียว
กันว่า ถ้า ลิเวอร์พูล ไม่ได้แชมป์ฤดูกาลนี้ ก็ไม่รู้จะไปได้ตอนไหนแล้ว

เวลานี้หงส์แดงมีโอกาสทองที่จะก้าวไปคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกหนแรกในประวัติศาสตร์ และแชมป์ลีกสูงสุดเมือง ผู้ดีหนแรกนับตั้งแต่ปี 1990 เพราะไม่ใช่แค่ตัวเองทำผลงานดีฝ่ายเดียว แต่คู่แข่งแย่งแชมป์ดัน “สะดุด” เอาใน ช่วงสำคัญด้วยกันหมด

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เก่าที่เริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างร้อนแรง ทำสถิติไร้พ่ายตีคู่มากับหงส์แดงและ เชล
ซี จู่ๆ ก็พลาดแพ้ถึง 3 จาก 5 นัดหลังสุด จนร่วงจากตำแหน่งจ่าฝูง

ขณะที่ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ แซงเรือใบสีฟ้าขึ้นไปเป็นรองจ่าฝูงอยู่ดีๆ ก็มาพ่ายให้ วูล์ฟแฮมป์ตัน คา
บ้านแบบเหลือเชื่อ จนตอนนี้โดนซิตี้เบียดตกไปอยู่อันดับ 3 เหมือนเดิม

ตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลมา ทีมในกลุ่ม “บิ๊ก 6” ซึ่งสื่อและแฟนบอลยกให้เป็นทีมลุ้นแชมป์ต่างก็ประสบกับผลลัพธ์
ที่พลิกผันทีมละนัดสองนัด ยกเว้นก็แต่ลิเวอร์พูลซึ่งรักษามาตรฐานได้คงเส้นคงวา เจอกับทีมเล็กไม่พลาดเก็บ ชัยชนะ ถึงจะตึงมือไปบ้างก็ยังแบ่งแต้มมาได้ พอเจอกับทีมใหญ่ก็ไม่มีอะไรเสียหายร้ายแรง บางทีถึงขั้นเก็บ 3 แต้มข่มขวัญได้ก็มี อย่างกรณีล่าสุดที่เปิดบ้านถล่ม อาร์เซน่อล 5-1 เป็นอาทิ

หงส์แดงเป็นทีมเดียวในลีกที่ยังคงรักษาสถิติไร้พ่ายได้ตั้งแต่เปิดฤดูกาล หลังจากผ่านครึ่งทางมาแล้วเล็กน้อย กับสถิติชนะ 17 เสมอ 3 และไม่แพ้ใครเลย มี 54 คะแนน เหนือกว่ารองจ่าฝูง แมนฯซิตี้ 7 คะแนน

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ “เครื่องจักรสีแดง” มาถึงจุดนี้ และอาจจะไปไกลถึงตำแหน่งแชมป์ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด

ต้องให้เครดิตผู้บริหารทีมที่กล้าลงทุนเสริมทัพแก้ไขจุดบอดที่มีให้เห็นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ฤดูกาลก่อน เยอร์เก้น คล็อปป์กุนซือหงส์แดงสร้างเกมรุกที่มีประสิทธิภาพเป็นที่น่าเกรงขาม แต่ติดปัญหา
เรื่องเกมรับ เรียกว่าเสียประตูแทบจะทุกนัด บางครั้งก็เสียแบบที่ไม่ควรเสีย ถ้าวันไหนแนวรุกเล่นไม่ออกก็มี
สิทธิพังเอาง่ายๆ

มาฤดูกาลนี้ หงส์แดงเสริมทัพด้วย 3 ผู้เล่นแนวรับที่กลายเป็นกำลังสำคัญของทีม ทั้ง เวอร์กิล ฟาน ไดค์
แข้งชาวดัตช์ที่หลายคนยกให้เป็นเซ็นเตอร์ที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีกในรอบหลายปีหลัง ซึ่งหงส์แดงยอมทุ่ม 75 ล้านปอนด์ทำให้เขากลายเป็นกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก

ทั้ง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ฟูลแบ๊กชาวสก๊อต ซึ่งโชว์ฟอร์มได้เกินราคา 8 ล้านปอนด์ของตัวเองไปมาก และ อลิสซอน เบ็คเกอร์ นายทวารมือ 1 ทีมชาติบราซิล กับค่าตัว 72.5 ล้านยูโร ซึ่งเป็นสถิติสูงที่สุดในโลกอยู่ช่วงหนึ่ง

กลายเป็นว่าตอนนี้ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในลีก เพียง 8 ลูก เหนือกว่าทีมที่เสียประตูในลำดับรอง ลงมาอย่างเชลซีและแมนฯซิตี้ถึง 8 ลูก

เมื่อเกมรับแน่นขึ้น เกมรุกอาจจะแผ่วลงไปเล็กน้อย แต่ด้วยคุณภาพของผู้เล่นอย่างสามประสาน โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ทำให้เครื่องจักรสีแดงยังทรงประสิทธิภาพในการทำประตู
ส่วนตัวใหม่อย่าง เชอร์ดาน ชากิรี่ แนวรุกร่างเล็กชาวสวิส ก็เป็นตัวเปลี่ยนเกมชั้นดีที่เสริมเขี้ยวเล็บให้เกม
บุกมากขึ้นไปอีก

ยิ่งช่วงหลัง ซาลาห์ที่หายเจ็บและหายล้าจากช่วงบอลโลกกลับมาคืนฟอร์มเก่ง ทำไปแล้ว 16 ประตู กับ 8 แอ สซิสต์ โดยเฉพาะ 3 นัดหลังสุดที่ทำได้นัดละ 1 ประตู กับ 1 แอสซิสต์

เรียกว่ากลับมาท็อปฟอร์มได้ถูกที่ถูกเวลาอย่างยิ่ง!

ตอนนี้พรีเมียร์ลีกผ่านครึ่งทางมาแล้วเล็กน้อย เหลืออีก 18 นัด อาจจะเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่า หงส์แดงจะคว้า
แชมป์ไปครอง แต่ยิ่งเวลาผ่านไป แมนฯซิตี้ในฐานะแชมป์เก๋าที่เป๋ไปเองจะยิ่งกดดันถ้าไม่สามารถทวงตำแหน่งจ่าฝูงคืนได้โดยเร็ว

จังหวะยิ่งเหมาะเจาะพอดีที่ 2 ทีมหัวตารางจะโคจรมาพบกันในวันที่ 3 มกราคม 2019 ที่เอติฮัด สเตเดียม

แข้งหงส์กำลังฮึกเหิมจากการถล่มปืนใหญ่ ส่วนเรือใบเพิ่งฟื้นคืนชีพเก็บชัยเหนือเซาแธมป์ตันหลังแพ้มาติดๆ กัน 2 นัด ด้วยระยะห่าง 7 แต้ม ผลแพ้หรือเสมอนัดนี้ย่อมไม่เป็นผลดีสำหรับแชมป์เก่า

ยิ่งถ้าลิเวอร์พูลบุกจมเรือถึงถิ่นได้ นอกจากคะแนนจะยิ่งห่างแล้ว ยังส่งผลเรื่องขวัญกำลังใจของนักเตะทั้ง 2
ทีมอย่างชัดเจน ถึงขั้นที่กูรูบางคนบอกว่า หงส์แดงอาจตอกฝาโลงแชมป์เก่าให้หมดกำลังใจจะไล่ตามทันได้เลยที เดียว

เมื่อพิจารณาโมเมนตัมของเกม ฟอร์มการเล่น และผลงานในช่วงนี้ อย่างไรเสีย ลิเวอร์พูลก็มีแนวโน้มที่ดีที่จะได้ ชูถ้วยแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จากอดีตสอนว่าอะไรๆ ก็ไม่แน่นอนในกีฬาฟุตบอล

มีการเก็บสถิติว่า จากประวัติศาสตร์ 27 ปีของพรีเมียร์ลีก มีอยู่ 14 ครั้งที่ทีมจ่าฝูงช่วงคริสต์มาสก้าวไปคว้าแชมป์ ลีก แต่ลิเวอร์พูลคือหนึ่งในทีมที่ไปไม่ถึงจุดหมาย แถมยังเจ็บปวดกว่าเพื่อนเพราะนำ 3 ครั้ง ชวดแชมป์ทั้ง 3 ครั้ง ในจำนวนนี้ 2 ครั้งเกิดขึ้นในช่วง 10 ฤดูกาลหลังสุด

ตัวอย่างแสนเจ็บปวดคือฤดูกาล 2013-14 ที่กัปตันทีม สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ไป “ลื่น” ในนัดพ่ายเชลซี ซึ่งเป็น เกมที่ 3 ก่อนปิดฤดูกาล และเป็นจุดหักเหให้ทีมเสียตำแหน่งจ่าฝูงจนชวดแชมป์

การเข้ารอบลึกในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่พวกเขาเป็นรองแชมป์เก่า อาจส่งผลกระทบกับการลุ้นแชมป์ลีกไม่น้อย เพราะยิ่งเข้ารอบลึกในถ้วยยุโรป เจอกับคู่แข่งแกร่งๆ เกมยิ่งหนัก นักเตะยิ่งล้า ยิ่งเสี่ยงกับปัญหาบาดเจ็บ

ณ จุดหนึ่ง เยอร์เก้น คล็อปป์ อาจต้องพิจารณาตัดสินใจว่าจะเสี่ยงทิ้งถ้วยใหญ่อย่างยุโรป หรือหวังผลแบบ 50-50 ด้วยการโรเตชั่นนักเตะ เอาตัวสำรองลงไปเล่นเพื่อให้ตัวจริงได้พักลุ้นกรุยทางแชมป์ลีก หรือว่าจะจัดตัวเต็มสูบ หวังสร้างประวัติศาสตร์ทั้ง 2 ทาง

ถามใจแฟนหงส์ตอนนี้ คงคิดเหมือนๆ กันว่า มาถึงขนาดนี้แล้วก็ต้องไปให้สุดทุกความเป็นไปได้ แต่ในแง่ความ เป็นจริง ถ้าสถานการณ์เกมลีกเริ่มไม่สวยหรูอย่างที่เป็นไปในตอนนี้

การเลือกประวัติศาสตร์ที่รอคอยมาเกือบ 30 ปี อาจเป็นตัวเลือกที่มีน้ำหนักมากกว่าก็เป็นได้!

บทความก่อนหน้านี้พรจาก ‘อรรถพล ตรึกตรอง’ สกสค.ขอปวารณารับใช้เพื่อนครูทุกคน (คลิป)
บทความถัดไป09.00 INDEX มูลฐาน ความคิด เลื่อนเลือกตั้ง มาจาก ‘ภายใน’ มิใช่ ‘ภายนอก’