สกู๊ปหน้า 1 : พ.ร.บ.จราจรฉบับใหม่ อุดช่องเบี้ยวค่าปรับ

หลังกรมการขนส่งดีเดย์ 15 ม.ค. ใช้งานจริงแอพพ์สมาร์ทโฟนใบขับขี่อัจฉริยะ ไม่ต้องพกบัตร แต่กลับสะดุดขาตัวเอง เมื่อยังไม่มีกฎหมายรองรับจนสร้างความงุนงงให้กับผู้ขับขี่รถยนต์

ขณะที่เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.จราจรทางบกฉบับใหม่ เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระแรก โดย พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการศึกษา กองบัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบช.ศ.) ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจร เปิดเผยถึงสาระสำคัญของการจัดทำกฎหมายฉบับใหม่ เพื่อเสริมการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากที่ผ่านมานั้น ไม่สามารถควบคุมให้ประชาชนเคารพกฎหมาย และลดปริมาณอุบัติเหตุทางท้องถนนได้

โดยหนึ่งในนั้นได้มีข้อกำหนดให้เชื่อมต่อข้อมูลข่าวสารทางดิจิทัลระหว่างกรมการขนส่งทางบกกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างทั่วถึงกันทั้งระบบ ซึ่งจะสามารถควบคุมความประพฤติผู้ขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หมายความว่าต่อจากนี้ทางกรมการขนส่งก็จะสามารถนำข้อมูลความประพฤติจากตำรวจไปพิจารณาการต่อใบอนุญาตใบขับขี่ของแต่ละบุคคลได้

สำหรับมาตรการตัดคะแนนความประพฤติผู้ขับขี่แบบใหม่ จะไม่ใช่เพียงแค่จ่ายเงินแล้วจบ แต่จะมีการบันทึกสถิติเก็บไว้ในระบบ รวมทั้งสิ้น 12 คะแนน โดยในที่นี้ได้นำระบบจากประเทศออสเตรเลียมาปรับใช้ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ความผิดเล็กน้อย คือทำผิดต่อตัวเอง เช่น ไม่สวมหมวกนิรภัย ก็จะตัด 1 คะแนน ต่อมาระดับปานกลาง หรือทำผิดต่อผู้อื่น เช่น ฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรและสัญญาณไฟ ขับรถย้อนศร หรือไม่หลบทางให้รถฉุกเฉิน ตัด 2 คะแนน สุดท้ายคือความผิดอันตราย เช่น เมาแล้วขับ หรือเสพสารเสพติด ตัด 3 คะแนน หากถูกตัดคะแนนจนหมดแล้วจะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ครั้งละ 90 วัน หากยังทำผิดซ้ำซาก ก็จะขยายเวลาขึ้นเป็นพักใช้ 1 ปี จนถึงขั้นเพิกถอนอย่างถาวรได้ในที่สุด โดยจะดำเนินควบคู่ไปกับการปรับ ซึ่งลำดับโทษจะเพิ่มขึ้นไปตามขั้นบันได เริ่มจากว่ากล่าวตักเตือน จากนั้นก็ปรับในวงเงินเพิ่ม สูงขึ้น

Advertisement

ทั้งนี้ เนื่องจากการตัดแต้มแต่เดิมทำกันเพียงในกระดาษ หรือติดสติ๊กเกอร์บนรถ และเมื่อผ่านหน้าเจ้าหน้าที่ไปผู้ขับขี่ที่กระทำผิดก็แกะออกได้ จึงเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นผลนำมาสู่มาตรการใหม่ดังกล่าว ที่สำคัญ เตือนไปยังผู้ที่มีใบสั่งค้างชำระ ขอให้รีบไปดำเนินการเปรียบเทียบปรับ เพราะหากกฎหมายฉบับใหม่บังคับใช้แล้วก็จะถูกโทษตัดแต้มไปควบคู่กันตามมาตรา 155 ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ซึ่งจะทำให้มูลค่าค้างชำระสูงขึ้นไปอีก ส่วนอายุขัยของใบสั่งนั้นจะอยู่ที่ 1 ปีต่อใบ

ต่อมา เป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจกันมาก คือ ยกเลิกการเรียกเก็บใบขับขี่เพื่อสนองการใช้แอพพ์ใบขับขี่อัจฉริยะของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งในอนาคตหากกระทำความผิดทางจราจรก็จะไม่ถูกยึดใบขับขี่ แต่จะใช้แอพพ์บันทึกข้อมูลไว้ในระบบ เพื่อลดปัญหาระหว่างตำรวจและผู้ขับ โดยจะใช้ควบคู่ไปกับการตัดแต้มผู้ขับขี่ด้วย

อีกประเด็นที่ร่างกฎหมายฉบับนี้จะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้ในมาตรา 141 (2) สามารถชำระค่าปรับได้ทั่วประเทศ หมายความว่า หากถูกใบสั่งที่บางเขน แต่ตัวอยู่ที่บางนาก็สามารถเข้าไปแจ้งกับพนักงานสอบสวนในโรงพักท้องที่ได้เลย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกเชื่อมต่อในระบบพีทีเอ็มสำหรับบันทึกการจัดเก็บใบสั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในที่นี้เราต้องแยกระบบกับบุคคลออกจากกัน ยืนยันว่าหากมีเจ้าหน้าที่คนใดเรียกรับผลประโยชน์ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการอย่างถึงที่สุดเพื่อคัดกรองคนไม่ดีออกไปจากระบบ 

สำหรับกฎหมายฉบับใหม่ในตอนนี้หากเปรียบเป็นยาก็ยังไม่ทันใช้ อยู่ระหว่างการผลิตและทดสอบว่าจะถูกโรคกับคนไข้หรือไม่ หากมีอะไรขาดตกบกพร่อง ก็จะพิจารณานำเสนอปรับแก้กันต่อไปŽ พล.ต.ต.เอกรักษ์กล่าว

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายฉบับใหม่ระบุความเพิ่มเติมเกี่ยวกับความผิดของผู้ที่ปั่นรถจักรยานบนถนนสาธารณะที่ดื่มแอลกอฮอล์มีความผิดฐานเมาแล้วขับ โดยเหตุผลนั้นไม่ใช่ที่เรื่องของความเร็ว แต่ได้ให้น้ำหนักไปที่ผู้ขับขี่อาจไม่สามารถควบคุมสติจนอาจเกิดอุบัติเหตุต่อตัวเองและผู้อื่นได้ แต่ยังเป็นการป้องปราม ซึ่งจะมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

และยังมีการกำหนดเพดานการขับขี่ช้า-เร็ว บนท้องถนนที่มีผิวจราจรมากกว่า 2 ช่องขึ้นไป ให้มีความเร็วใกล้เคียงกัน เช่น สูงสุดไม่เกิน 100 กม./ชม. ช้าสุดต้องไม่เกิน 80 กม./ชม. เพื่อให้ทันกับสภาพท้องถนนปัจจุบันตามแบบมาตรฐานสากล อีกทั้งยังมีคนบางส่วนที่ขับรถช้าบนช่องทางขวาสุดซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุตามมาได้ จับตาหากร่าง พ.ร.บ.จราจรฉบับใหม่ ผ่าน สนช.มาบังคับใช้ คนใช้รถใช้ถนนเมืองไทยจะหาช่องทางหลบเลี่ยงกฎหมายได้อีกหรือไม่

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image