ม.หอการค้า ชี้ปัจจัยลบอื้อ กดส่งออกปีนี้ โต 4.4% ต่ำสุดในรอบ 3 ปี

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงการวิเคราะห์ทิศทางการส่งออกไทย ปี 2562 ว่า คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าประมาณ 263,596 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัว 4.4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำสุดในรอบ 3 ปี เพราะนอกจากสถานการณ์สงครามการค้าที่กดดันการส่งออกแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อาทิ ทิศทางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว, การเติบโตของเศรษฐกิจจีนและสหรัฐมีแนวโน้มลดลง, อัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น และแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง เป็นต้น

ทั้งนี้ ในเรื่องของปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อการส่งออกไทยปี 2562 มากที่สุด คือปัจจัยสถานการณ์สงครามการค้าที่ยืดเยื้อ เนื่องจากเห็นว่ามีเวลาอีก 16 วันจะครบกำหนด 90 วันในการชะลอการขึ้นภาษีของ 2 ประเทศ แต่ในขณะนี้ยังไม่มีกำหนดการเจรจาของผู้นำทั้ง 2 ประเทศในครั้งสุดท้าย และหากไม่สามารถเจรจาให้ได้ข้อยุติ ผลกระทบจากการตอบโต้ระหว่าง 2 ประเทศจะมีผลโดยตรงกับการค้าโลก รวมถึงการส่งออกของประเทศไทย

นายอัทธ์กล่าวว่า ธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในปี 2562 จะขยายตัวเพียง 2.5% ลดลงจากปี 2561 ที่มีการขยายตัวอยู่ที่ 2.9% แม้จะมีการคาดการณ์ว่าปีนี้ เศรษฐกิจสหรัฐจะโตลดลง แต่เศรษฐกิจสหรัฐยังได้รับผลทางบวกจากการบริโภค และการลงทุนในประเทศและการจ้างงานในประเทศยังมีแนวโน้มที่ดี มีการจ้างงานใหม่เพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์ด้านการเมืองในประเทศด้านการบริหารยังมีความเสี่ยงต่อการชัตดาวน์ หากเป็นเช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าสำคัญของไทยไปยังตลาดสหรัฐ อาทิ เครื่องนุ่งห่ม, เครื่องจักร และส่วนประกอบเครื่องจักรกล และผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น

นายอัทธ์กล่าวว่า ส่วนเศรษฐกิจจีนในปีนี้มีการขยายตัวลดลง 6.2% จากปีก่อนขยายตัว 6.6% เนื่องจากการผลิตภาคอุตสาหกรรม และคำสั่งซื้อเพื่อการส่งออกมีแนวโน้มลดลง และในเรื่องของสงครามการค้าที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจจีน รวมทั้งกระทบต่อการส่งออกในภาพรวมกว่า 20% ซึ่งจากกำลังซื้อของผู้บริโภคจีนที่มีน้อยลงทำให้การส่งออกสินค้าของไทยไปจีนมีปริมาณลดลง อาทิ ผลิตภัณฑ์ยาง, รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เป็นต้น

นอกจากนี้ ในส่วนของปัจจัยบวกที่มีผลต่อการส่งออก ได้แก่ การที่สหภาพยุโรป (อียู) ปลดใบเหลืองประมงไทย และการที่สหรัฐยืดระยะเวลาขึ้นภาษีสินค้าจากจีนเป็น 25% ออกไปอีก 90 วัน ส่งผลดีต่อบรรยากาศการค้าโลกให้ผ่อนคลายลง ส่วนประเด็นที่ยังคงต้องติดตาม อาทิ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (เบร็กซิท), การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจาก 1.5% เป็น 1.75% อาจส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น เป็นต้น

บทความก่อนหน้านี้‘หยาด’ โพสต์ภาพเท้าชี้ฟ้า แคปชั่น ‘Stay strong’ พร้อมลบภาพ ‘โจ แม่สาย’ เกลี้ยง
บทความถัดไปครม.เห็นชอบตั้ง ‘สัมพันธ์’ อดีตอธิการมมสนั่งเลขากกอ.โยก ‘พีระ’ รองกพฐ.ย้าย‘ดุริยา’ เสียบรองปลัดแทน