บลจ.BCAP ตั้งเป้าโต 30% มองการลงทุนปีนี้เหนื่อย แนะใช้มืออาชีพบริหารพอร์ต

นางเมธ์วดี ประเสริฐสินธนา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บางกอกแคปปิตอล (BCAP) กล่าวว่า ในปี 2562 บริษัทฯตั้งเป้าหมายมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) เติบโต 30% จากปลายปีที่ผ่านมา มี AUM รวมอยู่ที่ 3.25 หมื่นล้านบาท โดยจะมีการพิจารณาถึงจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมในการออกกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (ETF) ตามที่เคยวางแผนไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งในครึ่งปีแรกคาดว่าจะสามารถออกกองทุนรวมที่มีการบริหารการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ในรูปแบบองค์รวมภายใต้กลยุทธ์ “Global Asset Allocation” โดยกองทุนนี้บริษัทจะทำการบริหารการลงทุนที่ไม่ไช่การลงทุนในกองทุนรวมไม่น้อยกว่า 80% ของทรัพย์สินสุทธิ (Feeder Fund) ในกองทุนต่างประเทศ

นางเมธ์วดี กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของขนาดกองทุนแต่ละประเภทในปี 2562 ได้แก่ กองทุนรวมตั้งเป้าเติบโต 100% หรือกว่า 5 พันล้านบาท จากสิ้นปีมีมูลค่า 2.8 พันล้านบาท กองทุนส่วนบุคคล ตั้งเป้าเติบโต 20% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 1.56 หมื่นล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตั้งเป้าเติบโต 10% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท ส่วนในช่วงต้นปีที่ผ่านมาการเติบโต AUM ของบริษัทถือว่ามีการเติบโตที่ดีอย่างมาก เนื่องจากมีลูกค้าให้ความสนใจเข้ามาซื้อกองทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และในช่วงต้นปีดัชนีตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศมีการปรับตัวสูงขึ้น ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตของลูกค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ AUM ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“จุดเด่นของบริษัทคือ มีทีมงานที่มีประสบการณ์และมีมืออาชีพจากทั้งไทยและต่างประเทศ ที่เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการลงทุนในทั่วโลก สามารถจับจังหวะการลงทุนได้อย่างแม่นยำ และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีที่สร้างมาตั้งแต่เริ่มแรกในลักษณะของจิ๊กซอว์ที่จะต่อกันได้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงการเน้นบริหารการลงทุนโดยตรงที่ทำให้มีค่าธรรมเนียมถูกว่ารูปแบบ Feeder Fund โดยบริษัทจะออกกองทุนรวมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าออกมาในปีนี้อีก 4-5 กอง เพื่อตอบโจทย์ความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละรายให้ได้มากที่สุด” นางเมธ์วดีกล่าว

นายธนาวุฒิ พรโรจนางกูร หัวหน้าสายงานจัดการลงทุน BCAP เปิดเผยว่า ปี 2562 ถือเป็นปีที่ยากและเหนื่อยอีก 1 ปี เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจโลกมีการชะลอการเติบโตลดลงจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีการเติบโตผ่านจุดสูงสุดไปแล้วเมื่อต้นปี 2561 ทำให้ตลาดและนักลงทุนค่อนข้างกังวลว่ามีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่สภาวะถดถอยได้มาก เพราะวงจรเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวต่อเนื่องเกิน 10 ปีแล้ว โดยในมุมมองของบริษัทยังเชื่อว่า ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยจะยังไม่เกิดขึ้นในปีนี้ และเชื่อว่าตลาดหุ้นทั่วโลกได้ปรับตัวสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าวไปพอสมควรแล้ว อีกทั้งท่าทีล่าสุดของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณว่าไม่มีความจำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ส่งผลให้แรงกดดันต่อกระแสเงินทุนไหลออกในตลาดเกิดใหม่ถูกผ่อนคลายลงไปมาก ประกอบกับสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าสถานการณ์น่าจะเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่เป็นบวกมากขึ้น

Advertisement

นายธนาวุฒิกล่าวว่า การลงทุนในปีนี้จะเป็นปีที่ผู้ลงทุนควรต้องอาศัยมืออาชีพหรือผู้จัดการกองทุน เข้ามาบริหารพอร์ตของตนเอง โดยเฉพาะการจัดการสินทรัพย์ที่ต้องกระจายความเสี่ยงไปในทุกสินทรัพย์ทั่วโลก เพราะเห็นแล้วว่าในปี 2561 บรรยากาศการลงทุนในประเทศถูกกดดันจากปัจจัยภายนอกมาโดยตลอด ดังนั้นการลงทุนในประเทศเพียงอย่างเดียว จึงไม่ใช่กลยุทธ์การลงทุนที่ดีนัก คำแนะนำคือ นอกจากจะต้องกระจายความเสี่ยงไปยังต่างประเทศบ้างแล้ว สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปด้วย คือการใช้กลยุทธ์ลงทุนแบบ active หาโอกาสทำกำไรบ้าง ในจังหวะที่ตลาดเริ่มขยับขึ้นมาแพงแล้ว

“มองว่าในระยะสั้นดัชนีหุ้นทั่วโลกมีโอกาสสูงที่จะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ แต่การปรับตัวขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกในรอบนี้มีค่อนข้างจำกัด และมีความเป็นไปได้น้อยที่จะกลับขึ้นไปแตะที่ระดับสูงสุดเดิมได้ เพราะขณะนี้ยังมีความไม่แน่นอนอยู่หลายปัจจัย ซึ่งรวมถึงประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน รวมถึงเรื่องการเมืองฝั่งยุโรปอย่างเบร็กซิทด้วย” นายธนาวุฒิกล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image