พาราควอตคลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ฆาตกรร้ายฆ่าประชาชนตายผ่อนส่ง โดย ผดุง จิตเจือจุน

ชีวิตคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งในหลายจังหวัด กำลังสำลักฝุ่นควันพิษกันอยู่ แต่ขณะเดียวกัน ประชาชนทั้งประเทศต้องพากันหวั่นวิตก กังวล กับผลกระทบอันตรายต่อสุขภาพ จากสารเคมีพิษ 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต, ไกลโฟเซต ยากำจัดวัชพืช และ คลอร์ไพริฟอส ยากำจัดแมลง ซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายไม่ประกาศยกเลิก แต่ให้ใช้ต่อไปอีก 2 ปี

จากการที่กลุ่มม็อบชาวนาชาวสวน จากจังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดกาญจนบุรี และอีกหลายจังหวัด ที่ยกขบวนเดินทางมาให้กำลังใจถึงที่กระทรวง หนุนให้ใช้พาราควอต ฯลฯ ทำให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ใช้สารเคมีพิษดังกล่าวต่อไปอีก โดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากประชาชนผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่ต้องการให้แบนเลิกใช้ และเสียงทักท้วงของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ทำหนังสือเสนอให้ยกเลิกการใช้ ทั้งกระทรวงสาธารณสุขก็คัดค้านและให้ยกเลิกการใช้สารเคมีพิษ 3 ชนิดนี้ทันทีเช่นกัน เพื่อป้องกันสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม

รวม 51 ประเทศทั่วโลก ซึ่งมีอังกฤษ, สหรัฐ และประเทศในสหภาพยุโรป อีกทั้งในเอเชีย 9 ประเทศ ซึ่งมีจีน ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น ต่างยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้แล้ว มีแต่ประเทศไทยที่ยังประกาศใช้สารเคมีพิษนี้ต่อไปอีก โดยไม่ห่วงใยสุขภาพและชีวิตประชาชนในประเทศ ทั้งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

พาราควอตนี้ เริ่มเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย พ.ศ.2504 ถ้าย้อนหลังไปราว 50 ปี ใครที่เคยไปต่างจังหวัด ขึ้นเหนือ ล่องใต้ ตะวันตก และตะวันออก เมื่อนั่งรถผ่านหมู่บ้านตำบลจะเห็นป้ายโฆษณาขายยาฆ่าหญ้า ยากำจัดแมลงติดหราอยู่ที่หน้าที่ทำการของผู้ใหญ่บ้านและของกำนัน บอกให้รู้ว่า บ้านผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เป็นร้านค้า และเป็นตัวแทนจำหน่ายยาฆ่าหญ้า กำจัดแมลง หลายยี่ห้อ ซึ่งตั้งโชว์เรียงรายบนชั้นวางสินค้า

ชื่อ พาราควอต, คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต สมัยนั้น ชาวบ้าน ชาวนา ชาวไร่ ยังไม่รู้จัก แต่จะรู้จักและคุ้นชินกับสินค้าชื่อว่า กรัมม็อกโซน หรือคิงโซน ซึ่งเป็นยาสูตรตัวเดียวกันกับพาราควอตและไกลโฟเซต ส่วนโพลิดอล ที่ชาวนาชาวไร่ รู้จักกันดี ในตราหัวกะโหลกไขว้ และแลนเนท ก็เป็นยาสูตรตัวเดียวกับ คลอร์ไพริฟอส เช่นกัน

สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ล้วนเป็นพิษ มีอันตรายต่อสุขภาพชีวิตทั้งสิ้น โดยเฉพาะกรัมม็อกโซน ยาฆ่าหญ้ายอดนิยมของชาวนาชาวไร่ ซึ่งไม่ใช้เป็นยาฆ่าหญ้าเพียงอย่างเดียว ชาวบ้านเมื่อกลัดกลุ้ม ทุกข์ซ้ำกรรมซัดหาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้ ก็เลยซดกรัมม็อกโซนปลิดชีวิตตัวเอง ตายสมใจนึกทันที เพราะพาราควอตนี้มีผลพิสูจน์ออกมาทั่วโลกว่าเป็นอันตรายร้ายแรง มีความเป็นพิษเฉียบพลันสูง ทำลายร่างกาย โดยเฉพาะตับ ไต หัวใจ ปอด เพียงปริมาณ 1 ช้อนชา สามารถทำให้ตายได้ทันที โดยไม่ทันได้สั่งเสียกับใคร

สมัยก่อน อาชีพนายหน้าหรือตัวแทนเซลส์แมนเดินขายสินค้า หาคนมาทำงานในอาชีพนี้ยากมาก เป็นงานที่หาคนซื้อสินค้าได้ยาก ยิ่งไปขายสินค้าแถบชนบท ต่างถิ่นด้วยแล้ว ชาวบ้านจะไม่เชื่อใจ เกรงจะถูกหลอกลวง บริษัท
ผู้ผลิตผู้จำหน่ายยาเคมีเลยใช้กลยุทธ์ชาญฉลาด ตั้งผู้ใหญ่บ้าน และกำนัน เป็นตัวแทนจำหน่ายยาเคมีในหมู่บ้าน ตำบลนั้นๆ ด้วยเห็นว่า ผู้ใหญ่บ้านและกำนัน เป็นศูนย์อิทธิพลของการจำหน่ายสินค้าในหมู่บ้าน ตำบล เพียงผู้ใหญ่บ้าน กำนัน แค่เอ่ยปากขาย อีกทั้งยื่นข้อเสนอให้เซ็นเชื่อสิ่งของไปใช้ก่อน ไฉนเลยชาวนาชาวไร่ซึ่งเป็นลูกบ้านจะกล้าปฏิเสธน้ำใจของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน กับข้อเสนอให้เซ็นของไปใช้ก่อน หลังเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตพืชไร่ขายได้เงินแล้วจึงมาใช้หนี้คืน

ในช่วงที่พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เพิ่งจะเข้ามาจำหน่ายและยังไม่แพร่หลายไปทั่วในหมู่บ้านท้องถิ่น สิ่งแวดล้อมในชนบท เรือกสวนไร่นา ลำคลอง แม่น้ำสมัยอดีตนั้นยังสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลง และยากำจัดโรคพืช กุ้ง หอย ปู ปลา และผักบุ้ง ผักแว่น ฯลฯ ในท้องไร่ท้องนา ชาวนา ชาวสวน ยังจับและเก็บกินเป็นอาหารได้อย่างปลอดภัย

แต่เมื่อยากำจัดศัตรูพืชและกำจัดหญ้าเหล่านี้ เกษตรกรทั่วทุกหัวระแหงในประเทศต่างนำไปใช้กันเกร่อเป็นจำนวนมากในการทำเกษตรกรรม แม้แต่สนามหญ้าในสนาม
กอล์ฟทุกแห่ง ต่างใช้สารเคมีเหล่านี้รักษาบำรุงหญ้าในสนามกอล์ฟให้เขียว เมื่อฝนตกลงมาน้ำฝนก็จะชะล้างยาเคมีจากท้องไร่ท้องนาและสนามกอล์ฟไหลลงสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ สารพิษเหล่านี้จะแพร่กระจายไปทั่วแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ทำลายสัตว์น้ำหลายชนิดสูญพันธุ์ จำนวน กุ้ง หอย ปู ปลา ก็เหลือน้อยลง มีการตรวจพบว่ามีสารเคมีตกค้างอยู่ในตัวสัตว์น้ำและพืชผักน้ำที่อยู่ตามท้องไร่ท้องนา และแหล่งน้ำ เมื่อคนนำมาเป็นอาหารก็พลอยได้รับสารเคมีพิษตกค้างเข้าไปสะสมในร่างกายด้วย

ผู้เขียนเคยขึ้นบนดอยที่จังหวัดน่าน เห็นชาวไทยภูเขาฉีดพ่นยาสารเคมีในแปลงผักกะหล่ำและผักต่างๆ ผืนใหญ่คงจะพ่นตัวยาเคมีหลายขนานเพื่อให้ครอบคลุมทุกโรคของผัก เห็นกองผักกะหล่ำที่เหลือจากการเอาขึ้นรถกระบะบรรทุกไปส่งขายที่ในเมือง กองทิ้งไว้ข้างทาง ถามชาวไทยภูเขาทำไมไม่เอาไปเลี้ยงหมูที่บ้านได้รับคำตอบว่า ให้หมูกิน หมูก็ตาย

มีงานวิจัยในต่างประเทศและในประเทศไทย พอจะสรุปให้เห็นมหันตภัยอันเกิดจากพาราควอต, คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต มีมากมาย แม้ผู้พ่นยาจะใส่อุปกรณ์ป้องกันอย่างมิดชิดเพียงใดก็ตาม สารพิษก็ยังเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังและที่เป็นบาดแผลได้ แล้วซึมเข้าร่างกาย จนเกิดอันตรายถึงชีวิต หลายรายสัมผัสสารพิษ
จนผิวหนังไหม้ มีหลายรายโชคร้ายที่ถูกน้ำยาตามนิ้วมือ นิ้วเท้า เกิดเป็นแผลเน่ารักษาไม่หาย จนหมอต้องตัดนิ้วมือนิ้วเท้าทิ้ง

สารพิษยังส่งผลต่อการพัฒนาการของเด็ก ทำให้เด็กมีอาการสมาธิสั้น และทำให้เกิดบกพร่องต่อการพัฒนาการเด็กรอบด้าน และสารพิษยังมีแนวโน้มก่อมะเร็งในลำไส้ และก่อให้เกิดความผิดปกติของสารพันธุกรรม ทำลายยีนและโครโมโซมอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังค้นพบว่าเป็นบ่อเกิดโรคหลายชนิด เช่น เบาหวาน โรคอ้วน อัลไซเมอร์ และทำให้เซลล์รกได้รับความเสียหายเช่นกัน อีกทั้งจะเป็นผลกระทบต่อเซลล์ประสาท อันเป็นสาเหตุหนึ่งให้เป็นโรคพาร์กินสัน สถาบันวิจัยจุฬา
ภรณ์ยังพบอีกว่าสารพิษทำให้เกิดการดื้อยาของเชื้อจุลชีพ ในร่างกาย

สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างการเป็นโรคเนื้อเน่าจากการใช้พาราควอต ฯลฯ ชาวบ้านที่เดินย่ำในพื้นที่นา และบนดินที่ปนเปื้อนด้วยสารพิษตกค้าง ซึ่งปัจจุบันพบผู้ป่วยเป็นโรคเท้าเน่าในหลายจังหวัด

งานวิจัยของหลายหน่วยงานยังพบการปนเปื้อนในพื้นที่เกษตรกรรม ดินตะกอน และน้ำในแหล่งน้ำ น้ำใต้ดิน ทั้งน้ำประปา น้ำดื่ม บรรจุขวด ผักผลไม้ รวมทั้ง กบ หอย กุ้ง ปู ปลา มีสารตกค้างปริมาณสูงกว่าค่ามาตรฐาน

เหตุผลอันตรายของการใช้ยาพาราควอต ฯลฯ ดังกล่าวมาที่ทำลายสุขภาพ ชีวิตผู้คน และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จนผู้ตรวจการแผ่นดินและกระทรวงสาธารณสุข ได้ทำหนังสือสั่งแบนไม่ให้ใช้สารพิษดังกล่าว กอปรกับรัฐบาลไทยตั้งจุดหมายที่จะผลักดันครัวไทยไปสู่ครัวโลก ควรต้องประกาศยกเลิกการใช้พาราควอต ฯลฯ นี้ด้วย เพื่อให้อาหารนานาชนิดของประเทศไทย ปลอดภัยจากสารพิษทั้งปวง แต่รัฐยังให้ใช้พาราควอต ฯลฯ

ต่อไปอีก 2 ปี คงจะเป็นปัญหาอุปสรรคไม่อาจก้าวไปให้ถึงเป้าหมายที่จะยกครัวไทยไปสู่ครัวโลกได้ เพราะผู้บริโภคชาวต่างประเทศจะไม่ไว้วางใจอาหารไทย ที่มีสารพิษตกค้าง

แม้ว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะดึงดันประกาศใช้สารเคมีพิษทางเกษตรกรรมต่อไปอีกก็ตาม แต่ก็นับเป็นความโชคดี ที่ยังมีนักปราชญ์ชาวบ้าน เกษตรกร หลายกลุ่มในพื้นที่เกษตรกรรมของภาคต่างๆ ได้หันมายึดแนวทางเกษตรกรรมที่ยั่งยืนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้ เพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารพิษ โดยไม่ใช้สารเคมี
เพื่อความปลอดภัยทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือที่ใครๆ เรียกท่านว่า “อาจารย์ยักษ์” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นบุคคลหนึ่งที่ทุ่มเทชีวิตให้กับงานเกษตรอินทรีย์ ท่านเดินตามรอยในการสานต่อศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้ในการทำเกษตรอินทรีย์ ปลูกผัก ทำนา ทำสวน ปลอดสารพิษ โดยใช้ปุ๋ยซึ่งทำจากเศษวัสดุธรรมชาติ และใช้สมุนไพรไทยตามภูมิปัญญาไทย เช่น ขมิ้นชัน ตะไคร้หอม สะเดา ฯลฯ นำมาทำเป็นยารักษาโรคพืชข้าวและพืชสวน

ท่านได้ผลักดันและประสานเชื่อมโยงไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุขมาร่วมเป็นตลาดรองรับพืชผักปลอดสารพิษ โดยให้โรงพยาบาลในสังกัดกว่าพันแห่ง ปรุงอาหารจากเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารพิษ ให้คนไข้ และผู้มาใช้บริการได้รับประทาน และกระทรวงศึกษาฯและสถาบันการศึกษาเป็นตลาดรองรับพืชผักเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้โรงเรียน 3 แสน 6 หมื่นแห่ง และ 200 มหาวิทยาลัย นำไปปรุงเป็นอาหารให้เด็กและนิสิต นักศึกษา ได้กินอาหารปลอดภัยจากสารเคมี และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ต้องการให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศราว 15 ล้านคน ได้กินอาหารที่ปลอดภัย ซึ่งจะช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประเทศไทยมีชื่อเสียงด้านอาหารการกินปลอดภัย ซึ่งจะเป็นทางหนึ่งที่จะผลักดันครัวไทยไปสู่ครัวโลกได้สำเร็จ

พืชผักผลไม้ที่ขายในตลาด ล้วนผ่านการพ่นยาเคมี ผู้บริโภคซื้อต้องนำไปล้างผ่านน้ำส้มสายชู แต่ก็ล้างขจัดสารพิษตกค้างออกไม่หมด ทางที่ดีควรทำสวนครัวปลูกผักกินเองในบ้าน แม้ไม่มีพื้นที่ปลูก ก็ปลูกใส่กระถางตั้งไว้บนกำแพง หรือริมรั้ว ก็จะได้ผักปลอดสารพิษมากินอย่างสบายใจ กระทรวงพาณิชย์ควรเปิดตลาดสดขายผักผลไม้ปลอดสารพิษ หรือให้ร้านประชารัฐ ร้านธงฟ้า รับผักปลอดสารพิษมาจำหน่าย เพื่อให้ประชาชนสะดวกในการหาซื้อ เป็นการรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาปลูกผักปลอดสารพิษมาส่งขาย เป็นการสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรปลูกผักปลอดสารพิษมาขายมีตลาดรับซื้อ สามารถสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ตอนนี้พืชผักปลอดสารพิษมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

รัฐควรให้องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศได้ทำการรณรงค์ชักชวนชาวบ้านปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษไว้รับประทานเองจะช่วยให้ชาวบ้านมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย จะช่วยประหยัดงบประมาณค่ารักษาพยาบาลและค่าหยูกยาต่างๆ ให้กับรัฐบาลได้มากอักโข เพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศด้านอื่นๆ

ผดุง จิตเจือจุน
วุฒิอาสาธนาคารสมองจังหวัดสมุทรปราการ

บทความก่อนหน้านี้จอดป้ายประชาชื่น : ปล่อยไฟลามทุ่ง
บทความถัดไปเหยี่ยวถลาลม : ‘ตำรวจ’เปลี่ยนได้