วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุมอเนกประสงค์ ชั้น 2 วัดสะพาน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยในชุมชนคลองเตย โดยสภาองค์กรชุมชนเขตคลองเตย ร่วมกับชุมชนในพื้นที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีชาวบ้านและตัวแทนหน่วยงานต่างๆเข้าร่วมจำนวนมากจนเต็มพื้นที่ อาทิ ตัวแทนจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย, ตัวแทนสำนักงานเขตคลองเตย, ที่ปรึกษาสภาองค์กรชุมชนเขตคลองเตย, สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิ ม.ศรีปทุม, ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, สถานศึกษาในพื้นที่ อาทิ โรงเรียนวัดคลองเตย, โรงเรียนไทยประสิทธิ์ศาสตร์, สน.ท่าเรือ, ที่ปรึกษาสภาองค์กรชุมชนเขตคลองเตย, มูลนิธิดวงประทีป , มูลนิธิสันติสุข เป็นต้น รวมถึงนักวิชาการที่มีชื่อเสียง อาทิ นายปฐมฤกษ์ เกตุทัต และนางภารนี สวัสดิรักษ์ โดยมีการทะยอยเดินทางมาจับจองพื้นที่นั่งตั้งแต่ก่อนเวลาเริ่มงาน และมีผู้เข้าสมทบอย่างต่อเนื่องจนตัองทีการเตรียมเก้าอี้เพิ่มเติม
นายสมภพ พร้อมพอชื่นบุญ นักวิจัยอาวุโส คณะสถาปัตย์ ม.ศรีปทุม กล่าวก่อนการประชุมว่า โครงการสมาร์ทคอมมูนิตี้เป็นโครงการใหญ่มาก ต้องสร้างที่อยู่ให้คนมากกว่า 12,000 หน่วย และคูณ 5 เพราะหนึ่งหน่วยครอบครัวมีราว 5 คน ในวันนี้ตนขอใช้คำว่าพัฒนาเพื่อให้มีบรรยากาศที่ดี โดยมีคนในวงพัฒนาราว 1 แสนคน เป็นคนสูงอายุ ราว 15,000 คน เด็กอีกราว 4-5 หมื่นคน ที่เหลือเป็นวัยใช้แรงงาน
ในตอนหนึ่ง นางศิริ สวัสดี หรือป้าติ๋ม อายุ 65 ปี ชาวบ้านชุมชนคลองเตย กล่าวกลางที่ประชุมโดยร่ำไห้ในตอนท้าย ระบุว่า ตนอยู่ที่ชุมชนมาตั้งแต่อายุ 11 ปี ไม่เคยขัดขวางการพัฒนา ชาวบ้านบางคนเชื่อว่า เราอยู่มาหลายสิบปีแล้ว ไม่มีใครมาไล่หรอก แต่ตนรู้ว่าการพัฒนามาถึงแล้ว ซึ่งตนในฐานะชาวบ้านอยากขอมีส่วนร่วมในด้านต่างๆด้วย เพื่อที่จะรู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร
นายเดชา นุชพุ่ม ผอ.กองบริหารสินทรัพย์ การท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวถึงทางเลือกที่เป็นกรอบความคิด 3 แนวทาง ได้แก่ 1. อยู่อาศัยในอาคารสูง 30 ชั้น ที่การท่าเรือจะจัดสร้างขึ้น 4 อาคาร อาคารละ 1,700 ห้อง 2. ย้ายไปสร้างบ้านในย่านหนองจอก พื้นที่ 2,140 ไร่ 3. รับเงินชดเชย ย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม ยืนยันจะให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมของโครงการพัฒนาในทุกขั้นตอน
นายสัญชัย การะเกด ผู้ช่วยผอ.กองบริหารสินทรัพย์ การท่าเรือฯ กล่าวเสริมว่า ในส่วนอาคารสูง จะมีพื้นที่ส่วนกลาง มีลานจอดรถ ขนาดห้อง 33 ตารางเมตรอิงตามการศึกษาของการเคหะแห่งประเทศไทยว่ามีขนาดเหมาะสม อาคารทั้งหมดถูกออกแบบสำหรับสร้างบนพื้นที่ 58 ไร่ ขณะที่ปัจจุบันมีการขอคืนพื้นที่ได้แล้ว 20 ไร่ ซึ่งสร้างได้เพียง 1 อาคาร ขั้นตอนต่อจากนี้จะต้องสำรวจข้อมูลด้านต่างๆ เช่น จำนวนประชากร อาชีพ มีเด็กเท่าไหร่ มีผู้ป่วยติดเตียงหรือไม่เนื่องจากการสำรวจครั้งสุดท้ายมีขึ้นตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งนานเกินไป หลังสำรวจจึงจะออกแบบเพิ่มเติม
“ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนประชาสัมพันธ์ จากนั้นจะสำรวจประชากรประกอบการออกแบบให้ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน และจะจัดหาที่ปรึกษาคือสถาบันการศึกษาแล้วจึงเข้าสู่การเสนอ ครม. ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ภายใน 2563 หรือ 2564 จากนั้นจึงทำแผนรื้อย้าย แต่ไม่ใช่ไล่รื้อ เพราะเป็นการพัฒนา” นายสัญชัยกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศโดยทั่วไปเป็นไปอย่างราบรื่น อย่างไรก็ตามมีชาวบ้านบางรายถึงกับร้องไห้กลางที่ประชุมเมื่อลุกขึ้นแสดงความเห็น โดยระบุว่าไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่ขอทราบข้อมูลเพื่อให้มีเวลาพิจารณาทางเลือกและเตรียมตัว

