‘คลัง’พร้อมเพิ่มทุนหนุนควบรวมทหารไทย-ธนชาต มั่นใจดีลสำเร็จปีนี้ เดินหน้าสู่ดิจิทัลแบงกิ้ง ชูจุดแข็งสินเชื่อรถยนต์-เงินฝาก 

ธนาคารทหารไทย - ธนาคารธนชาต ประกาศแผนรวมกิจการ

นายจุมพล ริมสาคร รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารทหารไทย เปิดเผยถึงการควบรวมกิจการระหว่างธนาคารทหารไทย และธนาคารธนชาตที่จะทำให้ธนาคารใหม่หลังการควบรวมเป็นธนาคารขนาดใหญ่ลำดับที่ 6 ในอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ไทย สินทรัพย์รวมกันเกือบ 2 ล้านล้านบาท ฐานลูกค้า 10 ล้านราย ว่า มั่นใจว่าการควบรวมกิจการจะเกิดขึ้นแน่นอนตามที่ตั้งใจไว้ ยืนยันว่ากระทรวงการคลังจะยังเป็นหนึ่งผู้ถือหุ้นหลักในธนาคารใหม่ รวมกับกลุ่มไอเอ็นจี ประเทศเนเธอร์แลนด์ และบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) สัดส่วนใกล้เคียงกัน แต่ละรายจะมีสัดส่วนการถือหุ้นมากกว่า 20% ส่วนธนาคารโนวาสโกเทีย ของแคนาดาที่ถือหุ้นในธนาคารธนชาตจะมีสัดส่วนถือหุ้นน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญและคาดว่าถอนตัวจะในที่สุด ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะมีการเพิ่มเงินลงทุนในธนาคารหลังการควบรวม โดยมีความพร้อมด้านเงินทุนและแหล่งเงินทุนอยู่แล้ว

“ดีลนี้จะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบการเงินประเทศ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันตามนโยบายที่รัฐบาลให้การสนับสนุน ขั้นตอนหลังจากการลงนามบันทึกข้อตกลงแบบไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย จะมีการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ (ดีล ดิลิเจนซ์) เพื่อสรุปทั้งหมดใช้ระยะเวลา 2-3 เดือน เมื่อแล้วเสร็จทั้งสองธนาคารจะมีการประชุมผู้ถือหุ้นพิเศษเพื่อขออนุมัติ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2562 นี้” นายจุมพล กล่าว

นายศุภเดช พูนพิพัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร ทุนธนชาต กล่าวว่า  ทุนธนชาตจะยังเป็นผู้ถือหุ้นหลักในธนาคารใหม่ และจะเป็นไฟแนนเชียล โฮลดิ้ง คอมปานี ซึ่งมีธุรกิจในเครือหลากหลายทั้งธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ประกัน โบรกเกอร์ เช่าซื้อและลีสซิ่ง เป็นต้น สำหรับธนาคารหลังการควบรวมจำนำจุดแข็งที่มีอยู่ของทั้ง 2 ธนาคารมาเติมเต็มกัน โดยธนาคารธนชาตมีความแข็งแกร่งด้านสินเชื่อรถยนต์ และธนาคารทหารไทยมีความแข็งแกร่งในการระดมเงินฝากภายใต้กลยุทธ์ใหม่ ซึ่งการรวมกันจะทำให้เกิดความสมดุลทั้งด้านการระดมเงินฝากและสินเชื่อ และจะทำให้ธนาคารหลังรวมกิจการมีต้นทุนการทำธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้ดีขึ้นรวมทั้งความสามรถในการทำกำไรจะดีขึ้น

นายฟิลลิป จี.เจ.อี.โอ. ดามัส กรรมการธนาคารทหารไท

ยและผู้แทนจากกลุ่มไอเอ็นจี กล่าวว่า กลุ่มไอเอ็นจีมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของธนาคารพาณิชย์ไทยที่มีโอกาสการเติบโตสูงโดยเฉพาะด้านดิจิทัลแบงกิ้ง โดยกลุ่มไอเอ็นจีมีการลงทุนในธนาคารทหารไทยมากกว่า 10 ปี และให้การสนับสนุนทหารไทยในด้านดิจิทัลแบงกิ้งและการวิเคราะห์ข้อมูล (ดาต้าอนาไลติกส์) เพื่อนำพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ หลังจากการการควบรวมกิจการจะยังเป็นผู้ถือหุ้นหลักสัดส่วนมากกว่า 20% ทั้งสองธนาคารนั้นมีจุดแข็งที่ส่งเสริมกัน ฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งขนาดกิจการที่ใหญ่ขึ้นผสานกับศักยภาพการเป็นผู้นำด้านดิจิทัลแบงกิ้งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน สำหรับดีลนี้ ไม่มีธนาคารใดแพ้หรือชนะ ทั้งสองธนาคารชนะทั้งคู่ และการบริหารจัดการโครงสร้างองค์กรใหม่ ทั้งผู้บริหาร และพนักงาน จะเป็นไปด้วยความยุติธรรมไม่ให้ประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ยังไม่มีการตัดสินใจในแง่ชื่อธนาคารใหม่หลังการควบรวมคาดว่าจะใช้ระยะเวลาหลักเดือนหรืออาจเป็นปี

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ทษช.’ พร้อมรับผลคำตัดสินศาลรธน. ยุบพรรค 7 มี.ค.นี้
บทความถัดไปพบแล้ว ตร.อยุธยา โจรกรรมปืน 11 กระบอก ไปขายเอง ให้ออกราชการทันที