‘ชาติพัฒนา’ลั่นชนะเลือกตั้ง เป้า5ปีเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเท่าประชากรในประเทศ

คณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ร่วมกับพรรคการเมือง 9 พรรค ได้แก่ พรรคชาติพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคเสรีรวมไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชนปฏิรูป และพรรคเพื่อไทย จัดสัมมนา “นโยบายท่องเที่ยว.. พรรคไหนปัง” ซึ่งเป็นการนำเสนอนโยบายด้านการท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน ที่อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เมื่อวันที่ 11 มีนาคม

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า พรรคจะพัฒนาการท่องเที่ยวตามนโยบายก้าวหน้า ก้าวไกล ไทยไร้ปัญหา ซึ่งตอนนี้ไทยควรมีการพัฒนาประเทศให้อยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน สามารถลดปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำได้ หากพรรคได้การรับเลือกให้เข้ามาบริหารประเทศ ทางพรรคได้วางเป้าหมายไว้ว่าไทยจะต้องมีนักท่องเที่ยวเทียบเท่ากับประชากรในประเทศ ภายใน 5 ปี และรายได้จากการท่องเที่ยวต้องถึง 25% ของจีดีพี

นายสุวัจน์กล่าวว่า นอกจากนี้ต้องการให้รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของประเทศ รวมถึงการผลักดันให้เกิดการกระจายรายได้ให้มีความเสมอภาค และเร่งผลักดันโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อาทิ โครงการไทยแลนด์ริเวียร่า เพื่อผลักดันและพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถสู้กับฝั่งอันดามัน หากผลักดันโครงการดังกล่าวสำเร็จจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เป็นประเทศมีความยั่งยืนได้

นายสุวัจน์กล่าวว่า พรรคยังเร่งพัฒนานโยบายการแก้ไขเศรษฐกิจรากหญ้า โดยจัดงบให้กับทุกตำบลทั่วประเทศ โดยแบ่งงบประมาณลงพื้นที่ 2 ล้านบาท/ตำบล เพื่อนำงบส่วนนี้ไปปรับปรุงของการท่องเที่ยว การพัฒนาสินค้าโอท็อป หรือนำไปใช้เรื่องของการพัฒนาและสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยว และเป็นการกระจายรายได้สู่ชนบท เป็นต้น ซึ่งงบประมาณดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายงบประมาณลงสู่พื้นที่ โดยตั้งเป้าหมายกระจายงบ 35% จากเดิมกระจายเพียง 19% เท่านั้น

นายสุวัจน์กล่าวว่า เรื่องการส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) พรรคได้มีนโยบายจัดตั้งกองทุนสมาร์ทเอสเอ็มอี เพื่อมาพัฒนากลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง อาทิ กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีหน้าใหม่ นโยบายพัฒนาเด็กไทยให้พูดได้ 2 ภาษา เพื่อประโยชน์ต่อการทำธุรกิจในอนาคต โดยจัดทำกองทุนเพื่อการศึกษาโดยจะให้งบ 1 ล้านบาท/ตำบล เพื่อนำไปพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

นายสุวัจน์กล่าวถึงการเรียกร้องให้แยกกระทรวงหรือบางกระแสก็อยากให้ยุบรวม ว่า ส่วนตัวมองว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสามารถอยู่ร่วมกันได้ เพราะจังหวัดใดที่มีการแข่งขันกีฬา จังหวัดนั้นจะเป็นที่รู้จักของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างรวดเร็ว มองว่าไทยควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เชื่อว่าไทยมีจุดแข็งหลายด้านอย่างเช่นเรื่องการท่องเที่ยว หากมีการพัฒนาที่ถูกจุด ไทยจะสามารถไปได้ไกลกว่านี้

“ส่วนความเหมาะสมว่าควรเลือกใครในพรรคเพื่อมาดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ตอนนี้ยังไม่สามารถตอบได้ ต้องรอดูต่อไปหลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมก่อน” นายสุวัจน์กล่าว และว่า นโยบายท่องเที่ยวเมืองรอง ถือเป็นเรื่องดี แต่อยากให้ปรับเปลี่ยนเป็นการท่องเที่ยวทั่วถิ่นไทย โดยใช้กองทุนการพัฒนาท้องถิ่นในการพัฒนาพื้นที่นั้นๆ พร้อมต้องเร่งจัดทำนโยบายเรียกความมั่นใจของนักท่องเที่ยวจีนและชาติอื่นๆ โดยการสร้างอัตลักษณ์ให้มีความน่าสนใจ และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับเข้ามาเที่ยวไทยมากยิ่งขึ้น

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน

บทความก่อนหน้านี้คนแพร่ชุมนุมหน้าบ้าน’วรวัจน์’ เสนอขอโหวตโน เพื่อให้เกิดเลือกตั้งใหม่
บทความถัดไปพปชร.ส่งรถแห่ ปชส.ทั่วเมืองคอน จัดปราศรัยใหญ่หน้าเมือง 12 มีนาฯ มั่นใจได้ ส.ส. 5 เขต