โชห่วยอ่วม!ถูกโมเดิร์นเทรด-ออนไลน์แย่งลูกค้า ยอดขายหดหนี้ท่วมหันพึ่งเงินกู้นอกระบบ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) สำรวจสถานภาพผู้ประกอบการร้านโชห่วยพบว่า โชห่วยจำนวน 3.95 แสนราย ประสบปัญหาคล้ายกัน คือ มีคู่แข่งทั้ง รถเร่ ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก-ใหญ่ ค้าขายออนไลน์ และโมเดิร์นเทรด ต้องเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ขาดประสิทธิภาพด้านการตลาด บัญชี การบริหารจัดการพื้นที่ขายสินค้า ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น และรายได้ลดน้อยลง

“โชห่วยมีสัดส่วนถึง 12% ของร้านค้าเอสเอ็มอี ซึ่งผลประกอบการโชห่วยจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคไหลเวียน ขณะนี้โชห่วยกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่เพราะต่างจังหวัดเจอปัญหาเกษตรยังไม่ฟื้นตัว มีปัญหายอดขาย ทำให้ต้องกู้เงินมาใช้เสริมสภาพล่อง โดยพบว่ายอดขายนิ่ง มีสัญญาณทรงตัวมาตั้งแต่กลางปี 2561 ที่ผ่านมา โดยกลุ่มโชห่วยหวังว่าการเมืองนิ่ง หากไม่มีปัจจัยลบมากระทบทำให้กำไรจะดีขึ้น จะลงทุนขยายกิจการ เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต”นายธนวรรธน์กล่าว

นายธนวรรธน์กล่าวว่า จากผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการร้านโชห่วย 1,246 ราย พบว่า 85.99% ดำเนินธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา โดย 90.10% เป็นเจ้าของคนเดียว และส่วนใหญ่ 33.09% ทำอาชีพนี้มา 7-10 ปี มีรายได้เฉลี่ย 51,665.94 บาทต่อเดือน ซึ่ง 60.45% มีรายได้จากการเปิดร้านโชห่วยเท่านั้น และต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ยประมาณ 4 คน โดยในการเปิดร้าน 31.7% จะใช้บ้าน/ทาวน์เฮาส์ทำเป็นร้าน และส่วนใหญ่ 28.59% ตั้งอยู่ในตัวเมืองจังหวัด 61.6% จะขายสินค้าจิปาถะ ส่วน 38.4% ขายสินค้าเฉพาะอย่าง ด้านแหล่งที่มาของสินค้า 41.3%จากพนักงานขาย 31.2%ซื้อจากห้างหรือซูเปอร์มาร์เก็ต และ 27.5%ซื้อจากร้านค้าส่งขนาดใหญ่ในตัวเมือง โดยกลุ่มตัวอย่าง 61.7% บอกว่า มีรายได้จากการขายสินค้าในร้านเท่านั้น ด้านการออมนั้น เฉลี่ย 7,282.66 บาทต่อเดือน ซึ่ง 59.16% ออมทุกเดือน

“ผลสำรวจความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโชห่วยกับคู่แข่งในช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แข่งขันได้น้อย เมื่อเทียบกับการขายออนไลน์ ร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ และโมเดิร์นเทรด ทั้งในเรื่องราคาสินค้า บริการ สภาพสินค้า เป็นต้น แต่ในช่วง 5 ปีร้านโชห่วย 24.48% ไม่มีการปรับตัวใดๆ เลย เพราะคิดว่า ไม่มีความจำเป็น และมีทุนจำกัด”นายธนวรรธน์กล่าว

นายธนวรรธน์กล่าวว่า กลุ่มตัวอย่าง 23.97% มีการค้าขายออนไลน์เสริม เพราะเห็นถึงพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป ส่วน 76.03% ยังไม่มีการขายออนไลน์เสริม จากเหตุผล เช่น มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ยอดขายดีอยู่แล้ว ไม่รู้ทำอย่างไร คิดว่าสินค้าที่ขายไม่โดดเด่น และกลัวถูกโกง เป็นต้น โดยร้านร้านโชห่วยนั้นมีภาระหนี้สินเฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ 462,075.86 บาท ผ่อนชำระเฉลี่ย 11,681.11 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมจากนอกระบบ เช่น ยืมนายทุน ญาติ พี่น้อง หรือแชร์ 347,382.00 บาท ซึ่งกู้มาเพื่อนำไปขยายธุรกิจ ใช้เป็นทุนหมุนเวียน ซื้อสินค้า ชำระเงินกู้ ลงทุนเริ่มธุรกิจใหม่

นายธนวรรธน์กล่าวว่า เมื่อถามถึงความต้องการสินเชื่อ และการเข้าถึงสินเชื่อ ผู้ประกอบการร้านโชห่วย จำนวน 47.99% มีความต้องการสินเชื่อ และแทบทั้งหมดต้องการสินเชื่อในระบบ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องธุรกิจ ซื้อสินค้าไปขาย ปรับปรุงร้าน ขยายธุรกิจ ชำระหนี้ โดยมีเงินวงเงินเฉลี่ยที่ต้องการ 182,500 บาท โดยมีความต้องการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น ช่วยดูแลเศรษฐกิจให้โต ช่วยลดต้นทุน การตั้งราคา และการพัฒนาระบบขนส่งสินค้าหรือวัตถุดิบ การพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรให้มีความสามารถและทันสมัย และ ด้านการเกษตร เช่น แหล่งน้ำ คลองชลประทาน ราคาสินค้าเกษตร

นายพงชาญ สำเภาเงิน รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธนาคารจะนำผลสำรวจครั้งนี้ไปช่วยพัฒนาโชห่วย เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจอยู่รอดและยั่งยืน โดยที่ผ่านมาธนาคารมีกิจกรรมยกระดับธุรกิจโชห่วยมาต่อเนื่อง เช่นสนับสนุนบัญชี ขยายตลาดออนไลน์ สนับสนุนสินเชื่อผ่านโครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนคิดดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนานถึงสูงสุด 7 ปี นอกจากนั้นผลักดันให้เข้าถึงสวัสดิการภาครัฐ เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต นำไปสู่สังคมอยู่ดีมีความสุข

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน

บทความก่อนหน้านี้‘สพฐ.’ ปลื้มผลประเมิน ‘น.ร.ป.1’ อ่านออกเขียนได้กว่า 70%
บทความถัดไป“บิ๊กตู่”เผย จัดรายการคืนวันศุกร์ที่ 29 มี.ค.เทปสุดท้าย แนะให้รอฟังรบ.ใหม่