สทนช.เร่งถก 4 หน่วยงานรับมือน้ำน้อย หวั่นกระทบถึงแล้งหน้า

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ผลจากการคาดการณ์สภาพอากาศและสถานการณ์น้ำร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ในช่วงครึ่งหลังของฤดูฝนในเดือนสิงหาคม–ตุลาคม พบว่าปริมาณฝนจะมีค่าใกล้เคียงกับค่าปกติ แต่ยังคงมีบางพื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน ซึ่งกระทบกับปริมาณน้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่เป็นพื้นที่เฝ้าระวังที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมากที่สุด โดยเฉพาะภาคเกษตรที่จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากปัจจุบันมีการจัดสรรน้ำมากกว่าแผน

นายสมเกียรติ กล่าวว่า สทนช.จึงมีการประชุมหารือด่วนร่วมกับ 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (จิสด้า) เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันในการสร้างสมดุลน้ำใน 4 เขื่อนหลักคือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีการจัดสรรน้ำมากกว่าแผนในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ในช่วงเวลาฤดูฝนที่เหลือยังคงมีความต้องการน้ำสุทธิจาก 4 เขื่อนหลัก รวม 2,066 ล้านลบ.ม. และมีความจำเป็นที่จะต้องสำรองน้ำไว้ใช้อย่างน้อย เพื่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงรักษาระบบนิเวศตลอดฤดูแล้งที่จะถึงนี้ และช่วงต้นฤดูฝนในปี 2563 อีกไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านลบ.ม.

นายสมเกียรติ กล่าวว่า หากประเมินน้ำฝนที่ตกลงมาแล้วพบว่า มีความจำเป็นต้องปรับลดแผนการระบายน้ำ หรือประหยัดการใช้น้ำตลอดฤดูฝนที่เหลือมากกว่า 300 ล้านลบ.ม. และต้องวางแผนการปลูกพืชในฤดูแล้งถัดมาให้ชัดเจน หากไม่มีฝนตกมาในปริมาณมากหรือไม่มีพายุเข้าในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนตามที่คาดการณ์ไว้ ในฤดูแล้งหน้าที่อาจจะไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562-2563 ซึ่งที่ประชุมได้หารือร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเร่งทำการสำรวจพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการลดการระบายน้ำในครั้งนี้ และกำหนดมาตรการเยียวยาพื้นที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวด้านท้ายน้ำที่คาดว่าจะเสียหายสิ้นเชิง พื้นที่เลี้ยงปลาในกระชัง เป็นต้น

“สทนช.จะมีการติดตามตรวจสอบการคาดการณ์ฝน ปริมาณน้ำไหลเข้า และการระบายน้ำ ใน 4 เขื่อนลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมถึงการส่งน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองเป็นรายวัน ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม ถึง 31 สิงหาคม เพื่อพิจารณาปรับแผนการปรับสมดุลน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์จริง รวมถึงพิจารณาวางแผนลักษณะเดียวกัน ในลุ่มน้ำหลักอื่นๆ ด้วย เช่น ลุ่มน้ำชี-มูล และลุ่มน้ำภาคตะวันออก เป็นต้น” นายสมเกียรติกล่าว

นายสมเกียรติ กล่าวว่า นอกจากนี้ เพื่อเป็นการดำเนินการเชิงป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากน้ำ สทนช. ได้จัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ” โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 23 (4) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีนายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการ สทนช. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ และมีสถานที่ปฏิบัติงานบริเวณ ชั้น 2 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างจากเดิมที่เป็น “ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ” เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารจัดการระบบสารสนเทศทรัพยากรน้ำ โดยบูรณาการข้อมูลของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลและเชื่อมโยงระบบสารสนเทศ ในการอำนวยการวิเคราะห์ติดตามแนวโน้ม และกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหา เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีเอกภาพเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม เป็นต้น ในการเชื่อมโยงข้อมูลจากศูนย์ฯ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน บรรเทาผลกระทบโดยเร่งต่อไปด้วย

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon