เศรษฐกิจตกต่ำมาแน่ (ภาคหนึ่ง) : สมหมาย ภาษี

ผมเห็นว่าขณะนี้ ในช่วงที่รัฐบาลใหม่กำลังจะสรุปงบประมาณปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาทอยู่นี้ เศรษฐกิจไทยได้แสดงให้เห็นถึงภาวะตกต่ำที่กำลังย่างกรายเข้ามาอย่างที่ไม่เคยเห็นมานับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 จะทำยังไงๆ มันก็ต้องมาแน่ ว่าแต่ว่าเราจะเรียกมันว่าอะไรดี เศรษฐกิจตกต่ำ ซบเซา เงินฝืด หรืออะไรก็แล้วแต่ มันมาแน่

ตอนนี้เราค่อนข้างเห็นชัดกันแล้วว่าเศรษฐกิจรากหญ้าโงหัวไม่ขึ้นอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่รัฐบาล คสช.ที่เพิ่งหมดอำนาจลงไปจะได้ใช้มาตรการแจกเงินจนทั่วทุกหัวระแหงอยู่แล้ว ก็อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในรัฐสภาได้อภิปรายกันตอนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้แถลงนโยบายกันเมื่อวันที่ 25-26 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ราคาข้าวก็ตก ยางพาราก็ตก ปาล์มน้ำมันก็ตก อ้อยก็ตก เป็นต้น ซึ่งราคาพืชผลหลักที่ตกต่ำตอนนี้เป็นราคาที่เรียกได้ว่าต่ำสุดสุดอย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนทั้งนั้น มีส่วนทำให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกไทยในปีนี้ลดลงต่ำกว่าเป้าหมาย

นอกจากเรื่องราคาพืชผลที่เป็นหัวใจของเกษตรกรทั่วประเทศกำลังตกต่ำแล้ว สิ่งที่คนไทยทั้งหลายกำลังเห็นกันอยู่ตอนนี้ก็คือภัยธรรมชาติที่ฟ้าประทานมาให้ตรงๆ ภาวะฝนแล้งจนขาดน้ำเพาะปลูกในประเทศในขณะนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะจากเขื่อนใหญ่ๆ ที่ขาดน้ำเท่านั้น บรรดาแม่น้ำลำคลองทั่วประเทศก็กำลังประสบกับภาวะน้ำแห้งขอดด้วย
ไม่ต้องคาดการณ์กันหรอกครับ ผลผลิตทางด้านการเกษตรในฤดูเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึงในปีนี้จะตกต่ำอย่างไม่เคยพบเห็นแน่ๆ อยู่แล้ว

ทีนี้ลองมาดูเศรษฐกิจที่สูงกว่ารากหญ้าขึ้นมาหน่อย ลองสอบถามท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เราเพิ่งได้มาหลัง 5 ปี ภายใต้การปกครองของ คสช.ดูเถอะครับ ส.ส.ทุกๆ ท่านไม่ว่าพรรครัฐบาลหรือฝ่ายค้านสามารถสาธยายได้ชัดเจนว่า ธุรกิจขนาดย่อมในทุกสาขาอาชีพกำลังทรุดหนัก ต่างก็กำลังยุบเลิกกิจการ บ้างก็หาอาชีพใหม่ คนงานก็หันหลังกลับบ้านไปซบพ่อแม่ที่แย่อยู่แล้วที่บ้านนอก
ธุรกิจสตาร์ตอัพที่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและสถาบันการเงินกันอย่างมากก็ห่อเหี่ยวลงทุกภาคส่วน แม้กระทั่งด้านการท่องเที่ยวที่ว่าดีนักดีหนานั้น ลองเข้าไปดูให้ทั่วหน่อยเถอะครับ เอาง่ายๆ ก็ลองไปถามธนาคารและสถาบันการเงินทั้งหลายดู ผู้ประกอบการโรงแรมและทัวร์ทั้งขนาดเล็กและขนาดกลางต่างก็ปั่นป่วนกันทั้งนั้น มันมาแน่

Advertisement

ที่ว่าปีนี้เผาหลอกปีหน้าเผาจริงนั้น เกิดขึ้นแน่ถ้าไม่ลงมือแก้ไขในบัดนี้

ทีนี้มาดูเรื่องการเข้าไปแก้ไขของรัฐบาลใหม่ ประเด็นสำคัญที่เจ้ากระทรวงทั้งหลายต้องคิดก็คือว่า วิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของรัฐบาลหรือราชการแบบเดิมๆ นั้นต้องเปลี่ยนไป รัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เคยทำกันมาจากหน้ามือเป็นหลังมือโดยไม่ต้องมีการเกรงใจกัน ถ้าจะให้ประชาชนศรัทธาเลือกตั้งเข้ามาใหม่ ทุกรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ต้องกล้าทำอย่างจริงจัง

เรื่องแรกที่ต้องให้ความสนใจและทำการเปลี่ยนแปลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้คือด้านการคลัง โดยต้องมุ่งไปที่งบประมาณประจำปี 2563 ซึ่งปกติจะต้องเดินตามปฏิทินให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 หรือในอีก 2 เดือนข้างหน้า แต่เราเพิ่งมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมนี้เอง ทำยังไงก็ไม่ทันอยู่แล้วเพราะฉะนั้นในเมื่อต้องยืดเวลาออกไปก็ควรถือโอกาสนี้เปลี่ยนแปลงและยกเครื่องเรื่องงบประมาณเสียทีเดียวเลย

หลังจากรัฐบาลจบการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่เกินสัปดาห์ก็มีเสียงปรามหรือเสียงขู่จากสำนักงบประมาณ ซึ่งถือตนว่าเป็นผู้กุมชะตางบประมาณแผ่นดินที่มาจากเงินภาษีอากรของชาติไว้เพียงผู้เดียวได้ปรามออกมาว่า ถ้าหากรัฐบาลซึ่งก็คือรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงต่างๆ อยากจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือจัดหางบประมาณมาใช้จ่ายในเรื่องที่เป็นนโยบายของพรรคก็ให้ไปเสนอตั้งงบกลางขึ้นมาใช้

ฟังแค่นี้ก็พอเดาได้ว่าสำนักงบประมาณไม่อยากให้เสนาบดีผู้ใดเข้าไปแตะต้องงบประมาณที่พวกเขาได้เตรียมใส่ถาดไว้แล้วนั่นเอง

เบื้องต้นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงต้องตั้งหลักให้ได้ว่า วิธีการจัดทำและจัดสรรงบประมาณแบบเดิมโดยให้ข้าราชการทั้งจากกระทรวงที่ต้องการใช้งบประมาณและข้าราชการจากสำนักงบประมาณเป็นตัวตั้งตัวตีแต่ผู้เดียว โดยเจ้ากระทรวงแทบไม่ได้เข้าไปมีปากมีเสียงด้วยนั้น ต้องหมดไปได้แล้ว ต่อไปนี้เจ้ากระทรวงที่มาจากประชาชนที่รู้ดีว่าชาวบ้านเขาต้องการอะไร ต้องเข้าไปดู ต้องเข้าไปให้ถึงเนื้อในของแต่ละโครงการในแต่ละกรม มีมากมายที่ไม่ได้สนองอะไรให้ประชาชนเลย มีมากมายที่ตั้งงบมาเพื่อช่วยพวกพ้องน้องพี่ มีมากมายที่ตั้งมาเพื่อสนับสนุนพ่อค้าวาณิช สิ่งเหล่านี้ต้องถูกเปลี่ยนแปลง ถ้าท่านเสนาบดีผู้ใดสามารถทุ่มเทเวลาไปดูได้มากเท่าใด ก็จะสามารถหางบมาสนองนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของพ่อแม่พี่น้องที่เลือกท่านเข้ามาได้ ทั้งนี้ ไม่ต้องไปคอยตั้งงบกลางแต่อย่างใด เอาจากงบ 3.2 ล้านล้านบาทนี่แหละ

ขอย้ำว่าการเข้าไปนำเงินงบประมาณปี 2563 ซึ่งถูกตีกรอบไว้ที่ 3.2 ล้านล้านบาท ไปใช้ให้มีประสิทธิภาพเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนตามที่กล่าวมานี้จะไม่ไปสร้างภาระทางการคลังของภาครัฐมากแต่อย่างใด เงินกู้ขาดดุล 4.5 แสนล้านบาทนั้นก็ดูเหมาะสมดีแล้ว ปกติรัฐบาลต้องทำงบขาดดุลกันทุกประเทศอยู่แล้ว ส่วนเงินคงคลังนั้นยิ่งไม่ต้องห่วงแต่อย่างใด เพราะตามข้อเท็จจริงเงินคงคลังแต่ละช่วงจะมีมากหรือน้อยเพียงใดอยู่ที่การบริหารการกู้เงินในยอดขาดดุล 4.5 แสนล้านบาทนั่นแหละ ใช้ให้ได้ตามกรอบงบประมาณที่ตั้งก็จะไม่เดือดร้อนเงินคงคลังแต่อย่างใด

เรื่องการแก้ไขเศรษฐกิจตกต่ำนี้ยังมีต่อภาคสองนะครับ

สมหมาย ภาษี

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image