สกู๊ป น.1 : ‘เช็กพอยต์’24ชม. ลดอุบัติเหตุรถสาธารณะ

การผลักดันมาตรการเข้มงวดกับรถโดยสารสาธารณะ ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุทางถนนที่ประเทศไทยขึ้นชื่อติดทำเนียบท็อปเท็นโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดทำรายงานผลความปลอดภัยทางถนนปี 2561 จำนวนผู้เสียชีวิตอุบัติเหตุทางถนนของไทยอยู่ในอันดับ 9 ของโลก

กรมการขนส่งทางบกวางเกณฑ์ควบคุมตั้งแต่เรื่องของ “คน” พนักงานขับรถต้องถูกตรวจความพร้อมร่างกาย ต้องพักผ่อนเพียงพอ ไร้สารเสพติด ดีกรีแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ ตรวจสภาพความมั่นคงแข็งแรงของรถยนต์ ยาง ระบบไฟ ติดตั้งระบบติดตามตำแหน่งรถยนต์ GPS Tracking อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ความปลอดภัยติดตั้งภายในรถต้องครบ เช่น เข็มขัดนิรภัย ค้อนทุบกระจก ถังดับเพลิงเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่ดูเหมือนอุบัติเหตุจากรถโดยสารสาธารณะยังคงเกิดขึ้นแทบไม่เปลี่ยนแปลง แต่ละครั้งสูญเสียทั้งทรัพย์สิน ทั้งผู้เสียชีวิตไม่ใช่น้อย

ล่าสุด “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รมว.คมนาคม ต้องออกมาตรการเร่งด่วนเข้มงวดรถโดยสารสาธารณะอีกครั้ง มอบหมายกรมการขนส่งทางบกตั้งจุดตรวจความพร้อมทั้งตัวรถยนต์และสภาพพนักงานขับรถ หรือเช็กพอยต์ ตลอด 24 ชั่วโมง ในทุกๆ ระยะทาง 90 กิโลเมตร อาศัยพื้นที่ในปั๊มน้ำมัน 245 จุดทั่วประเทศเป็นสถานที่ตรวจเช็ก

กำชับให้เริ่มปฏิบัติการภายใน 2 สัปดาห์นับจากนี้
เรื่องนี้ “นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ” อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ระบุว่า กรมการขนส่งทางบกได้ประสานไปยังขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เร่งดำเนินการสำรวจจุดตั้งเพื่อตรวจรถโดยสารทุกประเภทตามนโยบายนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแล้ว เบื้องต้นได้กำหนดไว้ว่าจะดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศ ทั้ง 3 ส่วนคือ 1.คน 2.รถยนต์ 3.จุดตรวจ นอกจากนี้จะต้องมีการจัดทำแผนงานอย่างชัดเจนว่าจะมีขั้นตอนการทำงาน หรือกระบวนการดำเนินงานจะเป็นอย่างไร รวมถึงยังต้องมีการซักซ้อมร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนที่สัญจรไปมาบนท้องถนน

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวขณะนี้ยังเป็นเพียงการขอความร่วมมือเท่านั้น ยังไม่แน่นอนว่าในอนาคตจะออกมาเป็นกฎหมายเพิ่มเติมหรือไม่ แต่ขณะนี้ตามข้อกฎหมายที่มีอยู่ก็สามารถดำเนินการต่างๆ ได้ทันที โดยจุดตรวจรถโดยสารทั้งหมดนี้จะครอบคลุมทั้งรถโดยสารประจำทางและไม่ประจำทาง รวมถึงรถรับจ้างเหมาและรับจ้างขนส่งด้วย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในรถยนต์ทุกประเภท ในส่วนของรถโดยสารทั้งหมดจะให้คนขับรถนำรถเข้าตรวจสภาพความพร้อม รวมถึงการจัดส่งพนักงานขับรถเข้ามาเพื่อทดสอบสมรรถภาพความพร้อมในการขับรถอีกครั้ง เพื่อป้องกันทั้งในส่วนของคนและรถไปพร้อมกัน

“ในเรื่องนี้ต้องมีการซักซ้อมและวางแผนงานให้ดีที่สุด เพื่อให้มาตรการดังกล่าวเป็นการทำงานชุดเดียวกัน เนื่องจากการจัดตั้งจุดตรวจทั้งหมดอาจจะต้องทำในพื้นที่ทางหลักที่ใช้สัญจรจริงๆ แต่ก็ได้แนวทางจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาว่าอาจจะสามารถจัดตั้งจุดตรวจในปั๊มน้ำมันหลักๆ ได้ จึงต้องประสานงานกับเจ้าของปั๊มน้ำมันว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง ซึ่งขณะนี้ได้ออกเอกสารให้ขนส่งจังหวัดทั่วประเทศประสานกับเอกชนในพื้นที่ดูแลของตนเอง เพื่อให้มีการเดินหน้ามาตรการไปพร้อมๆ กัน รวมถึงยืนยันว่าจุดตรวจใหม่ทั้งหมดนี้จะไม่กระทบกับประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนในเส้นทางสายหลัก” นายพีระพลกล่าว

นายเกรียงศักดิ์ ศรีบุญ ประธานชมรมรถตู้โดยสารปรับอากาศร่วมบริการสาธารณะหมวด 1 และหมวด 4 ระบุว่า กรณีที่กระทรวงคมนาคมมีนโยบายในการติดตั้งจุดตรวจเช็กรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท ทั้งหมด 111 จุดทั่วประเทศ หรือทุก 90 กิโลเมตร เบื้องต้นมองว่าเป็นมาตรการที่ดี เนื่องจากเชื่อว่าจะสามารถช่วยลดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นบนท้องถนนได้ หรือไม่อย่างน้อยก็จะช่วยทำให้มีจุดพักรถเพิ่มขึ้นและถี่ขึ้น ซึ่งก็เป็นจุดตรวจใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นมา โดยการเพิ่มจุดตรวจรถเข้ามาคงไม่ได้เป็นภาระหรือทำให้การจราจรติดขัดมากนัก หากสามารถตั้งจุดตรวจเหล่านั้นนอกถนนสายหลักหรือถนนที่ใช้สัญจรไปมาได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่เห็นด้วยกับการติดตั้งจีพีเอสเพื่อกำหนดความเร็วไม่ให้วิ่งเกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะระดับที่เหมาะสมต้องอยู่ประมาณ 100-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เนื่องจากเป็นระดับที่ไม่ช้าหรือไม่เร็วจนเกินไป

“นโยบายใหม่ที่ออกมานี้ไม่ได้เป็นภาระหรือสร้างความวุ่นวายมากกว่าทุกวันนี้ที่เป็นอยู่ เพราะที่ผ่านมาต้องบอกว่ารถตู้โดยสายประจำทางได้ทำตามนโยบายและกฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนเหตุการณ์ที่มีรถตู้เกิดอุบัติเหตุที่มีให้เห็นอยู่บ้าง ส่วนมากเป็นรถตู้คนละหมวดกัน เพราะรถตู้เหล่านั้นเป็นรถตู้ไม่ประจำทาง แต่รถตู้ในชมรมเป็นรถตู้ประจำทาง ซึ่งยืนยันว่ามีความปลอดภัยมากกว่าแน่นอน เนื่องจากมีบริการในเส้นทางเดิม คนขับขี่ย่อมมีความชำนาญเส้นทางมากกว่าอยู่แล้ว” นายเกรียงศักดิ์ระบุ

ทั้งนี้ ในส่วนของนโยบายดังกล่าวจะเอื้อให้เกิดการทุจริตของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเรียกเก็บสินบนหรือไม่นั้น ไม่สามารถบอกได้ เพราะคนจะเอาไม่ว่าอย่างไรก็จะเอา แต่หากปฏิบัติทุกอย่างให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด เชื่อว่าเจ้าหน้าที่คงไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ เพราะมีหลักฐานยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดใด แต่หากมีการทำความผิดจริงก็อาจจะเอื้อให้เกิดการเรียกเก็บค่าปรับแบบไม่ได้ออกใบสั่งได้ เพราะก็เป็นการได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและคนขับที่ทำความผิดจริง อย่างไรก็ตาม มองว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากนโยบายใหม่นี้ หากสามารถเพิ่มระยะเวลาในการเปลี่ยนรถตู้โดยสารใหม่ จากเดิมที่กำหนดไว้ 10 ปี เป็น 12 ปี หรือมากกว่านี้ก็น่าจะช่วยผู้ประกอบการได้มาก เพราะในปัจจุบันพื้นที่กรุงเทพมหานครมีเส้นทางรถไฟฟ้าเพิ่มหลายเส้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ประกอบการรถตู้ เพราะก็มีประชาชนบางส่วนหันไปใช้บริการรถไฟฟ้าแทน ทำให้ผู้ประกอบการไม่มั่นใจถึงความมั่นคงของรายได้ จึงไม่มีใครอยากเสี่ยงที่จะซื้อรถตู้ใหม่ออกมา เพราะหากออกมาแล้วไม่สามารถผ่อนได้หมดก็เท่ากับเป็นการสร้างภาระหนี้ใหม่ให้ตนเองโดยเปล่าประโยชน์

จับตาดูมาตรการเช็กพอยต์ ตลอด 24 ชั่วโมง จะลดอุบัติเหตุได้มากน้อยแค่ไหน…

บทความก่อนหน้านี้ขนไก่ไทยสร้างประวัติศาสตร์ตุน 3 เหรียญชิงแชมป์โลก
บทความถัดไป09.00 INDEX ท่าที ‘ประวิตร วงษ์สุวรรณ’ กับการยุบ ‘ประชาชนปฏิรูป’