ภาพเก่าเล่าตำนาน : บุคคลสำคัญด้านการคลัง…‘ขุนบานเบิก บุรีรัตน์’ : โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

บทความที่ผ่านมา…ผมเรียบเรียงเรื่องราว “พาท่านผู้อ่าน ย้อนรอยกลิ่นไอประวัติศาสตร์ของการคิดคด-ทรยศ-กบฏ สู้รบกันเองในแผ่นดินมาหลายตอน…หนักสมอง เสียสุขภาพ…

ผมขอสลับฉากด้วยเรื่องเฮฮา ฉายภาพของ “ความเป็นอัจฉริยะ” และ “ความเป็นมหาอำนาจ” ของชาวสยาม (ส่วนหนึ่ง) ซึ่งนำข้อมูลบางส่วนมาจากหนังสือ ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก พ.ศ.2539 ที่ผมได้รับมอบมาจาก ท่านประพฤทธิ์ ศุกลรัตนเมธี ผู้เชี่ยวชาญ รอบรู้ประวัติศาสตร์จีน….

…ในช่วง พ.ศ.2360 ชาวจีนหลายล้านคนอพยพหนีสงครามในประเทศ หนีความแห้งแล้งกันดารจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปทั่วโลก ชาวจีนมีความสามารถเดินเรือออกสู่ทะเลไม่แพ้ใครในโลก ชาวจีนส่วนหนึ่ง ขอมาตายเอาดาบหน้าในปฐพีสยามที่เหมือนสวรรค์บนดิน….

ในรัชสมัยในหลวง ร.3 เกิดเหตุน้ำแล้ง น้ำท่วม ซ้ำซาก ติดต่อกันหลายปี ชาวสยามเลยไม่มีข้าวจะกิน เรียกกันว่า เป็นยุคข้าวยาก หมากแพง แสนสาหัส…

มีพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ในหลวง ร.4 ที่ทรงตรัสไว้ดังนี้…

…“เมื่อครั้งสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีเถาะ (พ.ศ.2374 ) น้ำมาก เมื่อปีมะโรง (พ.ศ.2375) น้ำน้อย ข้าวแพง ต้องซื้อต่างประเทศเข้ามาจ่ายขาย คนไม่มีเงินจะซื้อข้าวกินต้องมารับจ้างทำงานคิดเอาเข้าเปนค่าจ้าง เจ้าภาษีนายอากรก็ไม่มีเงินจะส่ง ต้องเอาสินค้าใช้ค่าหลวง ที่สุดจนผูกปี้ก็ไม่มีเงินจะให้ ต้องเข้ามารับทำงานในกรุงเทพฯ จึงทรงพระราชดำริแคลงไปว่า เงินตราบัว เงินตราครุธ เงินตราปราสาท ได้ทำใช้ออกไปก็มาก หายไปเสียหมด ทรงสงสัยว่าคนจะเอาไปซื้อฝิ่นมาเก็บไว้ขายในนี้… จึงโปรดให้จับฝิ่นเผาฝิ่นเสียเปนอันมาก ตัวเงินก็ไม่มีขึ้นมา….

…แลจีนหงพระศรีไชยบาล (นายอากรสุรา) จึงกราบทูลว่า เงินนั้นไปตกอยู่ที่ราษฎร เก็บฝังดินไว้มากไม่นำออกใช้ ถ้าอย่างนี้ในเมืองจีนตั้งหวยขึ้นจึงมีเงินมา จึงโปรดให้จีนหงตั้งหวยขึ้นเมื่อเดือนยี่ปีมะแมจุลศักราช 1187 (พ.ศ.2378)…”

นี่เป็นเหตุการณ์ที่ ประชาชนชาวสยาม…ราชาแห่งการปลูกข้าวอันดับต้นๆ ของโลก ต้องซื้อหาข้าวสารในราคาสูงลิ่ว เงินตราที่หมุนเวียนในประเทศก็หายไปจากระบบ…

การค้าขาย การเงิน การคลัง ของสยามประเทศในเวลานั้นล้วนตกอยู่ในมือของชาวจีนที่อพยพเข้ามา ขุนนางที่รับผิดชอบการค้า หาเงินบำรุงราชอาณาจักรที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่ง เป็นชาวจีน เรียกง่ายๆ ว่า เจ๊สัวหง ตำแหน่งเป็นทางการ คือ จีนหงพระศรีชัยบาล (ตำแหน่งเป็นนายอากรสุรา )

ในประวัติศาสตร์สยาม การหาเงินเพื่อทะนุบำรุงบ้านเมือง จะทำโดยการประมูล ผู้ชนะ
การประมูลจะผูกขาดกับการเป็นนายบ่อน ส่วนใหญ่มักเป็นคนจีน มีบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนบานเบิก บุรีรัตน์” พวกชนชาวจีนจะเรียกกันว่า “ยี่โกฮง” หรือ “เจ๊สัวหง” คนจึงมักเรียกติดปากกันว่า ขุนบาน

ขุนบาน คนสุดท้ายชื่อ ฮง เตชะวณิช ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระอนุวัตร์ราชนิยม ประชาชนก็คงเรียกเจ้ามือหวยเป็น “ขุนบาน” หรือ “ยี่โกฮง” อยู่ตามเดิม

ในหลวงรัชกาลที่ 3 จึงตัดสินพระทัย ให้ดำเนินการตามคำแนะนำของ เจ๊สัวหง ..โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกิจการหวยขึ้น

การเล่นหวยในสยามในระยะแรก เล่นกันเฉพาะในหมู่ชาวจีนอพยพเท่านั้น เพราะกติกาการซื้อ การออกหวย เป็นภาษาจีน

เจ๊สัวหง ออกหวยครั้งแรก เมื่อเดือนยี่ ปีมะแม พ.ศ.2378

เจ๊สัวหง เป็นคนจีนที่อพยพเข้ามาสยาม ก็ลอกโมเดลหวยจีนมาเล่นในสยาม การดำเนินการก็ทำป้ายขนาดเล็กขึ้นมา 34 ป้าย แต่ละป้ายเขียนชื่อคนที่มีชื่อเสียง ขึ้นต้น “สามหวย” ต่อไปก็ “ง่วยโป๊” ตามด้วย “จอหงวน” ฯลฯ

วิธีออกหวยนั้น เจ้ามือ คือ ขุนบาน จะเลือกป้ายขึ้นมา 1 ป้ายชื่อ หย่อนใส่กระบอกไม้ไผ่ ปิดฝาเรียบร้อยแขวนไว้บนหลังคาโรงหวย คนก็จะแทงกันว่าจะออกชื่อไหนใน 34 ชื่อ ถ้าแทงถูกเจ้ามือก็จ่าย 30 ต่อ

การที่นำไปแขวนบนหลังคา ก็เพื่อความโปร่งใส จริงใจ ให้เห็นกันจะจะ ทั้งเมืองว่าจะไม่มีใครเปลี่ยนชื่อที่จะออกหวยได้….

ชีวิตของ ขุนบาน หรือเจ้ามือหวย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการออกหวยนั้น จะถูกผู้คนเฝ้าคอยติดตามสอบถามเพื่อที่จะดักความในใจให้รู้ว่าขุนบานขณะนั้น จิตใจจดจ่ออยู่กับอะไร สอดส่องว่าวันนี้ ขุนบานทำอะไร ซึ่งขุนบานจะได้เลือกตัวหวยออกวันรุ่งขึ้น….

ผู้คนทั้งปวงจะพยายามเซ้าซี้ให้ขุนบานบอกใบ้หวย เมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ ขุนบานจึงหาทางออกโดยจ้างคนมาเขียนใบ้หวยไว้ที่หน้าโรงหวย ถ้าใครมาพูดจาให้ใบ้หวย ขุนบานก็จะไล่ให้ไปถามเอาเองที่หน้าโรงหวย ซึ่งแท้ที่จริงคนใบ้หวยกับตัวขุนบานนั้นไม่รู้เรื่องกันเลยแม้แต่น้อย เขาจ้างให้เป็นผู้เขียนใบ้ก็เขียนเอาเองตามใจชอบ เป็นการตัดภาระของขุนบานไปได้อย่างหนึ่ง

เรื่องเล่าสนุกๆ คือ ในช่วงแรก การออกหวยตามแนวคิดของเจ๊สัวหง จะออกหวย
วันละครั้งในตอนเช้า เมื่อเริ่มกิจการ มีเงินออกมาหมุนเวียนในระบบ…เป็นไปตาม “ยุทธศาสตร์ชาติ” ของเจ๊สัวหง

ทุกข์แสนสาหัส ของชาวสยามเจ้าถิ่น คือ ไม่สามารถมาร่วมเล่นหวยเจ๊สัวหงได้ เนื่องจากใช้ตัวอักษรภาษาจีน ตัวละคร กติกาเป็นแบบจีนทั้งหมด…ชาวสยามอ่านไม่ออก

นี่คือ การเสียสิทธิ..เราจะยอมไม่ได้เด็ดขาด…

เจ๊สัวหง รู้ใจชาวสยามว่า หัวเด็ดตีนขาด ชาวสยามทั้งปวงจะไม่ยอมพลาดโอกาสทองนี้เด็ดขาด จึงไปคิดวิธีการออกหวยให้คนไทยเล่น โดยปรับเปลี่ยนจากแผ่นป้ายรูปคนและเขียนชื่อชาวจีนและอักษรจีนมาเป็นอักษรไทย

เพื่อตอกย้ำความชัดเจน หวยที่ออก จะตามด้วยชื่อคนจีนที่เขียนด้วยตัวอักษรไทย เช่น ก.สามหวย ข.ง่วยโป๊ เป็นต้น ทั้งนี้ เป็นเพราะคนไทยอ่านหนังสือจีนไม่ออก

อักษรไทยที่ใช้เริ่มจาก ก ข ฃ ค ฅ เรื่อยไปตามลำดับ อักษรไทยที่ใช้เขียนออกหวยมี 34 ตัว เจ๊สัวหง ตัดอักษรทิ้ง 8 ตัว คือ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ศ ษ

หวย ก ข …มีพัฒนาการไม่หยุดยั้ง ล้วงเอาเงินออกมาสู่ระบบได้ดังใจหวัง เจ๊สัวหงเลยกำหนด ตัวหวย ก ไก่ ก็คือ ตัวอุปราช สามหวย ข ไข่ ก็คือ ตัวนายทหาร ง่วยโป๊ เรียงลำดับกันไปจนถึง ฮ นกฮูก

วิธีการของเจ๊สัวหง เป็นที่ถูกอกถูกใจพระเดชพระคุณชาวสยามจนหาอะไรเปรียบมิได้ คนไทยเรียกหวยเจ๊สัวหงว่า หวย ก ข

รัฐบาลก็พลอยเรียก อากรหวย ก ข ไปด้วย ครึกครื้น สนุก สุขใจกันทุกฝ่าย ลืมทุกข์ ลืมโศก โลกนี้เป็นของเรา เมามัน ไม่มีใครท้วงติง

ขอเรียนท่านผู้อ่านว่า…นายอากรหวย มีบรรดาศักดิ์เป็น ขุนบานเบิก บุรีรัตน์ เรียกง่ายๆ ว่า ขุนบาน บรรดาศักดิ์นี้ เป็นตำแหน่งตัว เฉพาะในปีที่ประมูลได้ ถ้าประมูลไม่ได้บรรดาศักดิ์นี้ก็ถือว่าหมดไป

ลองมาดูตัวเลขกันบ้างครับ…

สมัยที่เริ่มออกหวยกันใหม่ๆ ในรัชกาลที่ 3 ค่าอากรหวยตกปีละ 2 หมื่นบาท และในรัชกาลที่ 4 ขึ้นมาเป็นปีละ 2 แสนบาท สูงสุดอยู่ในรัชกาลที่ 6 ค่าอากรหวยเล่ากันว่าตกปีละ 3,849,600 บาท และเมื่อปีที่เลิกหวย ก ข เงินอากรหวยอยู่ที่ 3,420,000 บาท

ความนิยมในการเล่นหวยของชาวสยามนั้น พุ่งเป็นจรวดทะลุฟ้า จะหาอะไรเปรียบปานมิได้…

ในยุคสมัยโน้น…ข้าราชการชั้นผู้น้อยมีเงินเดือนประมาณ 20 บาท เดินยิ้มทั้งวัน…

ราคาสินค้าช่วงต้นรัชกาลที่ 5 ประมาณปี พ.ศ.2417 ข้าวสารมีราคาถังละ 2 สลึง และในปี พ.ศ.2477 ข้าวสารอย่างดีถังละ 75 สตางค์ ธรรมดาถังละ 50 สตางค์ ราคาข้าวแกงจานละ 1 ถึง 2 สตางค์

แรกทีเดียวโรงหวยอยู่แถวสะพานหัน ออกหวยในตอนเช้าวันละครั้ง ต่อมามีผู้ขอเปิดโรงหวยที่ 2 ขึ้นที่บางลำพู ออกหวยในเวลาค่ำ

ชาวบ้านก็ยิ้มแย้มแก้มปริ หวยเบ่งบานออกวันละ 2 เวลา เรียกติดปากเหมือนเดิมว่า หวยโรงเช้า และหวยโรงค่ำ

อะดรีนาลีน (Adrenaline) เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อ ระบบการหายใจ หัวใจทำงานอย่างหนักและรวดเร็วเพื่อต่อสู้หรือถอยหนี อะดรีนาลีน จะไปกระตุ้นให้กลไกของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ฮอร์โมนนี้จะกระตุ้นให้คนเล่นหวยหลั่งออกมาวันละ 2 รอบ…

ชาวพระนคร ชอบแทง “หวยโรงเช้า” มากกว่า เคยเก็บได้ถึงวันละ 3 หมื่นบาท
“หวยโรงค่ำ” เก็บได้ประมาณ 1 หมื่นบาท แต่ถ้าวันเทศกาลอย่าง ตรุษจีน ยอดทะลุ เก็บได้ถึงวันละ 6 หมื่นบาท…

ยิ่งถ้าวันออกพรรษาเดือน 11 เคยมีสถิติทำรายได้ถึงวันละ 1.2 แสน หรือ 1.4 แสนบาท

หวย ก ข ทำให้คนคลั่งไปทั้งเมือง ทุกสิ่งที่ปรากฏว่าแปลกพิสดาร จะถูกตีความให้เป็นหวย แม้กระทั่งความฝันทุกค่ำคืนของชาวสยาม จะถูกถอดรหัสออกมาเป็นหวย เมื่อตื่นมาแล้วต้องรีบคิด ตีความเร่งด่วนเพื่อการออกหวยในช่วงเช้าที่ช้าไม่ได้

ต้นไม้ประหลาด สัตว์พิการ จอมปลวก งูเผือก ขนุนออกลูกที่โคนต้น ไส้เดือน กิ้งกือ ที่อยู่ตรงหน้า คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใจถึงพึ่งได้เสมอ…

พระสงฆ์ คือ ที่พึ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของชาวสยามในสมัยนั้น หยดเทียนในบาตรน้ำมนต์ที่เกาะกันเป็นแพ พระสงฆ์ ไอ จาม บิดลำตัวไปมา คือความฝันอันสูงสุดที่จะได้แปลงเป็นหวย

ชาวสยามสามารถบูรณาการ เรื่องของหวยกับศาสนา ได้อย่างไร้รอยต่อ หวยไม่ใช่สิ่งมอมเมาอะไร และจะแนบแน่นสุดหัวใจ โดยเฉพาะวันสำคัญทางศาสนา

กาลเวลาผ่านไปแสนนาน เช้ายันค่ำ ชาวสยามไม่คิดจะทำมาหากินอันใด

ในหลวง ร.6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงห่วงใยในหายนะของพสกนิกรชาวสยาม จึงตัดสินพระทัยให้ออกประกาศยกเลิกอากรหวยเสีย ณ วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2459 และเลิกอากรบ่อนเบี้ยที่ยังมีอยู่ในพระนครในปี พ.ศ.2460 รายได้ในอากรบ่อนเบี้ยและหวย ก ข จากขุนบาน 2 ประเภทนี้นำเงินเข้าสู่ท้องพระคลังได้ปีหนึ่งๆ นับจำนวนราว 10 ล้านบาท

รวมเวลาของโรงหวยตั้งแต่เริ่มมีจนกระทั่งเลิกนับได้ 81 ปี

เศรษฐกิจของบ้านเมือง ณ เวลานี้…หวนระลึกถึงเรื่องของ “ขุนบานเบิก บุรีรัตน์” ….

พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

บรรเจิด ทวี นิตยสาร FORMULA
ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2553
คอลัมน์ : เล่นท้ายเล่ม

บทความก่อนหน้านี้เตาเผาขยะ กทม.(3) โดย : ดร.พิรียุตม์ วรรณพฤกษ์
บทความถัดไปก้างตำคอ 26ส.ค.62 : โดย นายเสียม