“จุรินทร์”เดินหน้ายกระดับรายได้เกษตรกร เล็งฟื้นตลาดคู่ค้าเก่ากู้ส่งออกไทย

ที่สโมสรทหารบก สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจได้จัดงานดินเนอร์ทอล์กภายใต้หัวข้อ“ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย ภายใต้รัฐบาลใหม่”

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ถึงแม้จะเป็นการบริหารงานภายใต้รัฐบาลผสม แต่ยืนยันว่าหากสามารถสร้างผลงานและทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตได้ มีผลงานที่เป็นรูปธรรมสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้จริงๆ ถึงแม้จะมีเสียงปริ่มน้ำหรือเป็นรัฐบาลผสมก็ไม่น่าจะสร้างปัญหาใดขึ้น โดยเศรษฐกิจในขณะนี้เกิดวิกฤติขึ้น เนื่องจากต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์สงครามการค้าสหรัฐกับจีน (เทรดวอร์) ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบกับเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งนอกจากสงครามการค้าที่สร้างผลกระทบให้กับประเทศไทยแล้ว ยังต้องเจอกับเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาก รวมถึงมีคู่แข่งในตลาดโลกมากขึ้น ทำให้ต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา เพื่อสร้างการหมุนเวียนของเม็ดเงินภายในประเทศ โดยมีเม็ดเงินประมาณ 3.1 แสนล้านบาท ที่เน้นเป้าหมายสำคัญคือ หาวิธีในการทำให้เศรษฐกิจโตและสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากให้เดินหน้าต่อไป

“การขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้โตได้ถึง 3% มีการตั้งโจทย์ที่จะต้องทำทั้งหมด 7 มาตรการคือ 1.จะต้องเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐ 2.มีมาตรการเข้าไปช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีการยังชีพได้ 3.ยกระดับรายได้เกษตรกร เพิ่มราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่เกษตรกรอย่างแท้จริง เพราะเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก 4.ช่วยผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลาง (เอสเอ็มอี) เพราะเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่มีบทบาทสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศได้ได้ 5.ขับเคลื่อนภาคการส่งออก 6.กระตุ้นภาคการท่องเที่ยว 7.เร่งให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชน โดยมี 2 เรื่องหลักที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์คือ การยกระดับรายได้ของเกษตรกร ซึ่งทำแล้วในส่วนของโยบายการประกันรายได้เกษตรกรในพืชเกษตร 5 ตัวคือ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด แต่ไม่ได้หมายความว่านอกเหนือจาก 5 ตัวนี้จะไม่ดู แต่จะดูแลต่อไปหากเกิดราคาตกลง อีกเรื่องที่เกี่ยวข้องคือ ภาคการส่งออก”นายจุรินทร์กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการประกันราคาสินค้าเกษตร มีปาล์มน้ำมันได้ผ่านการพิจารณาที่จะประกันราคาให้อยู่ที่กิโลกรัมละ 4 บาทในเนื้อน้ำมัน 18% ครอบครัวละไม่เกิน 25 ไร่ ใช้วงเงินประมาณ 10,000 ล้านบาทและจะนำเข้าเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (27 สิงหาคม 2562) โดยหากผ่านแล้วเกษตรกรจะได้รับเงินงวดแรกภายในต้นเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะทำควบคู่กันไปกับการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเร่งรัดดูดซับผลผลิตออกจากตลาด เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับจำนวนผลผลิตมีมาเกินความต้องการของตลาด โดยจะเร่งรัดการบังคับใช้มาตรการน้ำมันไบโอดีเซล บี 10 เป็นทางหลักและบี 20 เป็นทางเลือก ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นส่วนช่วยสร้างสมดุลย์ให้กับปาล์มน้ำมันได้ โดยจะนำเสนอต่อครม.พร้อมกัน ทั้งยังพบว่าเมื่อประกาศที่จะนำมาตรการเข้าครม.ควบคู่กับการสร้างสมดุลย์ก็ทำให้ปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.20 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว และหากปรับขึ้นถึง 4 บาทรัฐบาลก็ไม่ต้องชดเชยเงินส่วนต่างและไม่ต้องมีภาระในเรื่องของงบประมาณ เพราะปาล์มน้ำมันสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงจะมีการป้องกันการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มผิดกฎหมายต่อไป

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ส่วนในเรื่องของภาคการส่งออก ทิศทางของกระทรวงพาณิชย์ต่อจากนี้ จะไม่ใช่กระทรวงเป็นพระเอกในการทำงานอีกต่อไป แต่ต้องเป็นภาคเอกชนที่จะเป็นทัพหน้าในการหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ส่วนภาครัฐจะทำหน้าที่เป็นกองหลังในการช่วยแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคให้กับภาคเอกชน รวมถึงมีมาตรการที่จะฟื้นตลาดเก่าที่เคยมีอยู่แล้วแต่สูญเสียไป เพราะมีเอกชนบางส่วนทำการส่งออกข้าวไปยังประเทศเหล่านั้น แล้วเกิดการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงในการส่งออกข้าวไม่มีคุณภาพไป จนเกิดการหยุดซื้อข้าวจากประเทศไทยทำให้สูญเสียตลาดค้าขายที่สำคัญไป ซึ่งจะมีการเดินหน้าเรียกคืนตลาดคู่ค้าเหล่านั้นกลับมา รวมถึงจะช่วยให้ผู้ส่งออกข้าวไทยรู้จักกับประเทศคู่ค้ามากขึ้น เพื่อไม่ให้ยึดติดการส่งออกผ่านภาครัฐ และแก้ปัญหาการไม่รู้จักตลาดคู่ค้าของตนเอง สำหรับมันสำปะหลังมีปัญหาเรื่องโรคใบด่างและผลผลิตลดลง ซึ่งต้องป้องกันไม่ให้เกิดการระเบิดไปทั่วประเทศ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะทำให้การส่งออกมันสำปะหลังถึงจุดจบ เนื่องจากจะไม่มีผลผลิตในการส่งออกต่อไป โดยจะมีการเปิดตลาดส่งออกกับจีนตอนใต้ เพราะตลาดจีนตอนใต้หลายมณฑลยังมีความต้องการใช้สินค้าอยู่มาก

“รวมถึงยังมีการทำงานเชิงรุกในส่วนของการผลักดันให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลก ทำงานเป็นพนักงานขายกิตติมศักดิ์ เพื่อทำงานให้เข้มข้นมากขึ้น ในการเป็นผู้บริหารจัดการทางด้านการหาตลาดและสามารถช่วยการประสานงานได้ให้มีประสิทธิภาพด้วย โดยจะมีการหารือกับทูตพาณิชย์ในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ ซึ่งจะนั่งเป็นประธานในการหารือด้วยตนเอง รวมถึงเดินหน้าเจรจาการค้าในกรอบอาร์เซ็ป เพื่อให้แล้วเสร็จในปีนี้ตามที่กำหนดไว้ นอกจานี้ยังจะเดินหน้าเจรจาข้อตรลงทางการค้ากับประเทศต่างๆ อาทิ ยุโรป อังกฤษ ตุรกี ปากีสถาน รวมถึงศรีลังกา เพื่อขยายข้อตกลงทางการค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น”นายจุรินทร์กล่าว

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon