‘สมคิด’​ หนุน ‘สตาร์ตอัพไทย’​ ไอเดียดี ดึงเทคโนโลยีช่วย​อุตฯหลัก รับมือการเปลี่ยนแปลง​ในอนาคต

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานสัมมนาเทคโนโลยี T.O.P 2019-Togetherness of Possibilities 2019 ว่า การที่ประเทศจะพัฒนาไปได้อย่างทันสมัยและสามารถแข่งขันกับทั่วโลกได้ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากพึ่งพาธุรกิจ​ใดเพียงธุรกิจ​หนึ่ง แต่จะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับทุกๆ คนที่จะนำความรู้​ ความสามารถ​ที่มีอยู่มาต่อยอดและพัฒนาให้มีมูลค่าเพิ่ม​และแข็งแรงขึ้น

นายสมคิดกล่าวว่า บนเวทีโลก ทุกประเทศไม่ได้แข่งขันกันที่ตัวเลขการส่งออก แต่แข่งขันกันที่ธุรกิจ​ของภาคเอกชนที่มีการสร้างสิ่งใหม่ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่ทัดเทียมในระดับโลก การที่ไทยจะสามารถแข่งขันกับระดับโลกได้ จะต้องมีอุตสาหกรรมที่หลากหลายและอุตสาหกรรมเหล่านั้น ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีชั้นสูงเท่านั้น อาจเป็นอุตสาหกรรมด้านความคิดสร้างสรรค์, อุตสาหกรรมความก้าวหน้าทางด้านเกษตรกรรม ซึ่งหากสามารถพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และความสามารถ​ด้านเทคโนโลยีได้ดี ก็จะสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ และรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ขึ้น

“ในอนาคตสตาร์ต​อัพที่มีความคิด​สร้างสรรค์​ จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศ และกระตุ้น​ให้เกิดธุรกิจที่เข้มแข็งสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค ซึ่งหน้าที่ของรัฐบาล คือ การสนับสนุนกลุ่มคนเหล่านี้” นายสมคิดกล่าว

นายสมคิดกล่าวว่า การสร้างศูนย์กลางด้านนวัตกรรม หรือทรูดิจิทัลพาร์ค จะเป็นศูนย์รวมของสตาร์ต​อัพเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้ประกอบการใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศให้เกิดการบูรณาการทำงาน สนับสนุนให้มีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต

“แม้เทคโนโลยีจะไม่ใช่อุตสาหกรรมหลักของประเทศ แต่ไทยมีอุตสาหกรรมหลักทางด้านเกษตรกรรม การบริการ ด้านการท่องเที่ยว​ ดังนั้น การจะทำให้สิ่งเหล่านี้พัฒนาได้ และเกิดมูลค่า​เพิ่ม จำเป็นจะต้องพึ่งพาเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้ประเทศสามารถ​เดินต่อไปได้ อย่างมั่นคง​และยั่งยืน​” นายสมคิดกล่าว

ขณะที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า รัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการสร้างนวัตกรรมในภูมิภาคอาเซียน แม้มีคนสบประมาทว่า จะทำได้อย่างไร ซึ่งรัฐบาลจะต้องผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีมากที่สุดไม่ใช่แค่สตาร์ตอัพ แต่ต้องเป็นคนทุกกลุ่ม

ฉะนั้นการสร้างทรูดิจิทัลพาร์ค โดยใช้เวลา 4 ปี ต้องมีการวางแผนที่ดี เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะอัพเกรดอย่างไรให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องน่ายินดี ที่ทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันให้เกิดสังคมดิจิทัล

บทความก่อนหน้านี้‘วิษณุ’ แจงปมถวายสัตย์ ยึดแนวศาล รธน.เป็นความสัมพันธ์ ‘ครม.’ กับ ‘พระมหากษัตริย์’
บทความถัดไปด่วน! อุตุฯออกประกาศฉบับ 1 ไทยเจออากาศแปรปรวนฝนตกหนักช่วง 19-25 ก.ย.