กนอ.เผยรู้คำตอบถมความเป็นไปได้ทะเล3,000ไร่พ.ย.นี้

กนอ.เผยรู้คำตอบถมความเป็นไปได้ทะเล3,000ไร่พ.ย.นี้

น.ส.สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยความคืบหน้าการเตรียมนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะชาติ รองรับการลงทุนตามมาตรการกระตุ้นการลงทุนไทยแลนด์ พลัส ของรัฐบาล ว่า ขณะนี้ กนอ. ได้ผลักดันให้ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมพัฒนาพื้นที่นิคมฯ เพื่อรองรับนักลงทุนตามประเทศเป้าหมาย โดยในขณะนี้ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อยู่ระหว่างการพัฒนานิคมฯ อยู่ในอ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่อรองรับนักลงทุนจากประเทศเกาหลีใต้ มีพื้นที่ประมาณ 1,000ไร่ และบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด ได้จัดตั้งนิคมฯรองรับนักลงทุนจากประเทศจีนเช่นกัน ซึ่งในนิคมฯเหล่านี้จะเน้นการลงทุนของอุตสาหกรรมเป้าหมาย(เอส-เคิร์ฟ) หรือ 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

“หลังจากนี้ จะส่งเสริมให้มีนิคมฯสำหรับนักลงทุนจากไต้หวัน ฮ่องกง และญี่ปุ่น โดยขณะนี้ อมตะ ก็มีความสนใจที่จะตั้งนิคมฯเพื่อรองรับนักลงทุนไต้หวันต่อไปในอนาคต ซึ่งในเรื่องนี้ได้นำเสนอให้กับที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เศรษฐกิจรับทราบแล้ว”น.ส.สมจิณณ์กล่าว

น.ส.สมจิณณ์กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการถมทะเล 3,000 ไร่ เพื่อสร้างเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง โดยพื้นที่จำนวนนี้มีบริษัท เอ็กซอน โมบิล จากสหรัฐ สนใจเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานปิโตรเคมีชั้นสูงด้วย ใช้เงินลงทุนกว่า 2-3 แสนล้านบาท ที่ผ่านมาได้ลงนามว่าจ้างสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา จะเวลาศึกษา 180 วัน หรือ 6 เดือน แต่คาดว่าภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ จะได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่ามีความเหมาะสมที่จะก่อสร้างหรือไม่

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการก่อสร้างเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง ไม่ได้มีเพียงทางเลือกในการถมทะเลเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีทางเลือกอื่น อาทิ การใช้พื้นที่ของท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ที่กำลังจะพัฒนาขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีพื้นที่บนบกราว 500 ไร่ นำไปดำเนินการ แต่ติดปัญหาว่าทางรัฐบาลจะยอมให้พื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ที่ปัจจุบันเป็นอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ถูกนำไปพัฒนาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหนักหรือไม่ และปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวใช้พื้นที่จอดรถยนต์ของค่ายรถยนต์รายหนึ่ง จะยอมให้มีการตั้งโรงงานปิโตรเคมีหรือไม่

รายงานข่าวระบุว่า อีกแนวทางคือ จะนำพื้นที่อู่ซ่อมเรือของ บริษัท ยูนิไทยฯ ซึ่งได้เช่าที่ดินจากท่าเรือแหลมฉบังราว 700 ไร่ และจะหมดสัญญาเช่าภายในปี 2563 แต่มีปัญหาว่าระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน ทางเอ็กซอนฯ จะชะลอการลงทุนออกไปหรือไม่ เพราะทางเอ็กซอนฯต้องการความชัดเจนจากรัฐบาลไทยภายในปี 2562 และแนวทางสุดท้าย ท่าเรือแหลมฉบังเสนอให้ใช้พื้นที่ป่าไม้ของกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาอยู่ติดกับโรงกลั่นเอสโซ่ แต่ติดปัญหาว่าจะสามารถนำพื้นที่ดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ให้กับเอกชนได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นป่าสงวน

รายงานข่าวระบุด้วยว่า สำหรับการถมทะเลนั้น ประเทศไทยเองเคยทำมาก่อนในโครงการท่าเรือมาบตาพุด และท่าเรือแหลมฉบังเช่นเดียวกับ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และฮ่องกง โดยเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าอย่างมากในปัจจุบัน ทั้งนี้ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมีแน่นอน แต่ประเด็นคือจะควบคุมอย่างไรให้กระทบน้อยที่สุด เพราะหากเอ็กซอนลงทุน สิ่งที่จะตามมาคือผลต่อเศรษฐกิจ อาทิ การลงทุนสร้างโรงงาน 3 แสนล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 1 หมื่นราย

บทความก่อนหน้านี้รายงาน : “ดิสคัฟเวอร์ ลาตินอเมริกา” บัวแก้วทำแอปฯเชื่อม2ทวีป
บทความถัดไปส.อ.ท.ชี้ปัจจัยนอกกดศก.ถึงปี63 แนะรัฐออกมาตรการถึงชุมชน