ภาพเก่าเล่าตำนาน : ‘เงาะป่า’คนนี้ เคยเข้ามาอยู่ในวัง โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

ผมไม่ค่อยได้มีโอกาสเรียบเรียง เรื่องราวในประวัติศาสตร์ เรื่องเล่าตำนานของภาคใต้ของไทยบ่อยนัก… แต่ประวัติศาสตร์ตอนนี้ “แปลก”…. ถ้าไม่นำมาบอกเล่า ลูก หลานคงต้องเสียใจไปอีกนานครับ….

ภาพเก่า…เล่าตำนาน ขอเปิดเผยชีวิตของเด็กชายคนหนึ่ง ที่คนไทยเรียกกันง่ายๆ ว่าพวก “เงาะป่า” เด็กคนนี้ถูกนำตัวออกไปจากป่าพัทลุง เข้าสู่วังอบรมบ่มนิสัย กิริยามารยาท ได้รับการชุบเลี้ยงจากในหลวง ร.5 พระมหากษัตริย์สยาม ให้อยู่ในพระบรมมหาราชวังเพื่อถวายตัวเป็นมหาดเล็ก…

เมื่อ 3-6 กรกฎาคม ร.ศ.124 (พ.ศ.2448) ในหลวง ร.5 เสด็จฯ งานศพเจ้าจอมมารดาน้อยใหญ่ (เจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ 3) ณ วัดสวนป่าน… ผู้ว่าฯเมืองพัทลุงได้นำตัวเด็ก เงาะป่า ชายหญิง 6-7 คน มาถวายให้ทอดพระเนตร ณ พลับพลาที่ประทับ

พระพุทธเจ้าหลวงในเวลานั้น ทรงหัดใช้กล้องถ่ายภาพได้คล่องแคล่วแล้ว… ทรงถ่ายภาพเงาะทั้งเด็กชาย-หญิงที่เรียกกันติดปากว่า “เงาะป่า” ไว้หลายภาพ ทรงสังเกตบุคลิกลักษณะ รูปพรรณสัณฐาน พระองค์ก็มีความสนพระทัยใน ชนเผ่าเงาะป่า ที่เป็นพลเมืองของสยามประเทศ เป็นพสกนิกรของพระองค์

ประชาชนที่มาร่วมพิธีศพ ต่างสนใจกลุ่มเงาะป่า พยายามจะพูดด้วยแต่พูดกันไม่รู้เรื่อง ทราบว่า คนพวกนี้อยู่ในป่าพัทลุง เคยออกมาจากป่าขอข้าวสาร อาหาร เครื่องนุ่งห่มบ้างเป็นครั้งคราว

7 กรกฎาคม 2448 เสด็จกลับพระนคร แล้วมีรับสั่งให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ไปแสวงหาเด็กเงาะป่าที่มีอายุ 6-7 ขวบ เพื่อจะนำมาเลี้ยงดูให้การศึกษาในพระนคร

เจ้าพระยายมราช ขณะนั้นยังเป็นพระยาสุขุมนัยวินิต สมุหเทศภิบาล สำเร็จราชการเมืองนครศรีธรรมราช สั่งการให้ หลวงทิพกำแหงสงคราม ผู้รั้งผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นผู้รับผิดชอบ ไปเป็นแมวมองคัดเลือกเด็กเงาะป่า เพื่อนำตัวไปถวายที่กรุงเทพฯ

ทรงกำชับว่าให้เกลี้ยกล่อมอย่างละมุนละม่อมต่อบิดามารดา มิใช่การบังคับ มิให้พรากลูกจากพ่อ-แม่… เจ้าหน้าที่ส่งคนออกไป ค้นหาเฟ้นตัว คัดเลือก เด็กเงาะ จากจังหวัดพัทลุง ในที่สุดก็พบเด็กชายที่มีอายุอานามเหมาะสมตามพระราชประสงค์ คือ ชื่อเด็กชาย คะนัง

เจ้าหน้าที่พาเด็กชายคะนังออกจากป่าพัทลุงมายังเมืองสงขลา ถวายรายงานให้ในหลวง ร.5 ทรงทราบ โปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงยมราช (ตลับ) เป็นผู้ดูแล อบรมสั่งสอนเพื่อปรับสภาพร่างกาย ความคิด ชีวิตความเป็นอยู่ กิริยา มารยาท…

เด็กชายคะนัง สามารถปรับตัวได้รวดเร็วและเรียกเจ้าพระยาและท่านผู้หญิงยมราชว่า “คุณพ่อ-คุณแม่ที่บ้าน”

ท่านผู้หญิงฯ จัดการ อบรม สั่งสอน นานนับเดือนเพื่อเตรียมนำเข้ากรุงเทพฯ เพื่อถวายตัว

3 ตุลาคม 2448 ท่านผู้หญิงฯ นำตัว เด็กชายคะนัง ผู้โชคดี เข้ามาถึงกรุงเทพฯ พาเด็กน้อยไปที่พระตำหนักพระวิมาดาเธอ เพื่อปรับสภาพ ความคิด จิตใจ มารยาท ในชีวิตประจำวันอีกครั้ง

เมื่อเข้าสู่วังหลวง ในหลวง ร.5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏทรงรับเลี้ยง มีชาววัง และมิใช่ชาววัง มารอดูตัวเงาะป่า ตัวจริงเสียงจริงจากจังหวัดพัทลุงกันแน่นขนัด…. เกิดมาไม่เคยเห็นคนแบบนี้

แน่นอนที่สุด รูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ ของเงาะป่า มีเอกลักษณ์ มีความแตกต่างไปจากชาวสยามทั่วๆ ไป

วันนั้น….เมื่อเงาะป่าคะนัง เดินมาถึงห้องรับแขกที่พระตำหนักพระวิมาดาเธอฯ เพื่อ “เปิดตัว” ท่ามกลางสายตาของทุกฟากฝ่าย ที่จับจ้อง “คนแปลก” แบบตาไม่กะพริบ

ไม่มีใครคาดคิด…เงาะป่าคะนัง ก็พลันล้มนอนหงายลงกับพื้น และทำตีนงุ้มกำมือแน่น จนทุกคนที่อยู่ในห้องนั้นต่างตื่นเต้น ตกใจ …ฝ่ายกรมขุนสุทธาสินีนาฏทรงรู้ทันนิสัยเยี่ยงนี้…

รับสั่งให้เอาของกินคือ “กล้วย” ที่เตรียมไว้มาตั้งให้

เมื่อเด็กน้อยคะนังเห็นกล้วยก็ยิ้มร่า บิดกายลุกขึ้นมากินกล้วย ยิ้มแย้มแจ่มใส ทำเอาเหล่าคนดูในวังครื้นเครง เฮฮา… นี่เป็นลูกเล่น ลูกฮา ยกที่ 1

ถึงแม้จะมาจากป่าดงพงไพร กาลเวลาผ่านไป คะนังเป็นเด็กที่ฉลาดเฉลียว มีพัฒนาการที่ดี เมื่อเริ่มคุ้นชินมากขึ้น ก็เริ่มประจบเอาใจจึงเป็นที่โปรดปราน …ในหลวง ร.5 โปรดเกล้าฯ ให้เป็นมหาดเล็กรับใช้ใกล้ชิดเบื้องยุคลบาท

พระวิมาดาเธอทรงเลี้ยงดูคะนังเป็นอย่างดี เมื่อในหลวง ร.5 ย้ายไปประทับที่พระที่นั่งอัมพรสถาน ในพระราชวังดุสิต มหาดเล็กคะนังก็ได้อยู่ในพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

คะนังจึงเรียกพระพุทธเจ้าหลวงว่า “คุณพ่อหลวง” เรียกพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏว่า “คุณแม่”

ออกมาจากป่าดงพงไพร….ชีวิตพลิกผันเข้าไปอยู่ในวังโอ่อ่า คะนังก็มีชีวิตที่สุขสบาย มีพี่เลี้ยงคอยดูแลรักษาความสะอาดให้ ของใช้หลายชนิดเป็น “สีแดง” เพราะเป็นสีที่เงาะป่าชื่นชอบ

มหาดเล็ก คะนัง ทำงานสนองพระเดชพระคุณ เมื่อในหลวงตื่นจากบรรทม คะนัง ก็มาเข้าเฝ้า และเมื่อถึงเวลาเสวยพระกระยาหารร่วมกับเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ คะนังก็ได้นั่งใกล้ชิดพระยี่ภู่ที่ประทับ โดยในหลวง ร.5 จะทรงซักถามเรื่องต่างๆ เช่น ความเป็นอยู่ของพวกเงาะป่าในพัทลุง และพระราชดำรัสถามประจำก็คือ “เมื่อเช้านี้กินข้าวกับอะไรบ้าง”

พระพุทธเจ้าหลวง ทรงซักถาม “คำศัพท์” ของชาวเงาะป่า สำหรับ “พระราชนิพนธ์ เงาะป่า” ด้วยเพื่อทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง “เงาะป่า” ทรงได้เค้าเรื่องราวรวมทั้งสำนวนศัพท์แสงพวกเงาะป่า มาจากนายคะนังคนนี้แหละ….

มีเกล็ดประวัติศาสตร์ระบุว่า …คะนังในวัยเด็ก ไม่ชอบสวมเสื้อผ้า …แม้คะนังจะมีชาติกำเนิดมาจากคนป่า แต่คะนังก็ทำให้ทราบเป็นที่ประจักษ์ว่าคะนังก็เป็นเด็กที่มีความฉลาดหลักแหลม มีไหวพริบ รู้จักประจบประแจงมากเป็นที่สุด มีโวหารดีและมีความจำแม่นยำ

แต่เดิมเมื่อแรกเข้าวัง…เงาะป่าคะนัง จะกินเพียงข้าวสุกกับกล้วยน้ำว้า …ต่อมาพระวิมาดาเธอฯ ก็ให้ลองทานอาหารอื่นบ้าง ของหวานที่ชอบ คือ ข้าวเม่าทอดกับกล้วยน้ำว้า

ข้อมูลเสริมจากหนังสือ นิทานชาวไร่ ของนาวาเอก สวัสดิ์ จันทยานี เล่มที่ 9 เล่าว่า….

คุณหลวงวรภักดิ์ภูบาลเล่าว่า… นายคะนัง มาอยู่วังหลวงตั้งแต่ยังเด็ก คะเนอายุได้ว่า น่าจะเกิดราว พ.ศ.2436 ผิวนายคะนังไม่ดำเป็นมันอย่างพวกนิโกร แต่ดำชนิดที่มีแดงเจือ

“ผมยาวตั้งศอก” คุณหลวงวรภักดิ์ว่า “แต่ทว่าเป็นสปริงจึงหดเหลือติดหนังหัว ผมเคยลองดึงยืดออกมา แล้วปล่อยให้กลับคืนตัว ก็หดได้ทันทีเหมือนหนังสติ๊ก”

คะนังแต่งตัวเหมือนมหาดเล็กทั่วๆ ไป แต่เมื่อเจอคนแต่งเครื่องแบบ ไม่ว่ามหาดเล็กด้วยกันหรือทหารรักษาวัง เห็นส่วนประกอบเครื่องแบบที่มีสีแดงจะชอบใจ เดินเข้ามาขอลูบคลำ ปากก็พร่ำว่า “อยากแต่งเสียจริงๆ”

“…หลวงวรภักดิ์ภูบาล บอกว่าในหลวงรัชการที่ 5 ท่านเลี้ยงนายคะนังเหมือนบุตร ไม่ได้ยกให้เป็นเจ้า” แต่ความที่อยู่ใกล้พระเจ้าแผ่นดิน เมื่อทรงเรียกเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางผู้ใหญ่ว่าอย่างไร นายคะนังก็เรียกตามอย่างว่าอย่างนั้น ต่อมา นายคะนังเผลอตัวเทียมเจ้า พอลับหลังพระพุทธเจ้าหลวง ก็เลยไม่มีใครชอบหน้า พวกมหาดเล็กก็ลอยแพ ไม่ยอมสอนให้รู้ว่าอะไรควรไม่ควร…”

นายคะนัง พูดภาษาไทยได้ แต่ไม่ยอมพูดราชาศัพท์ นอกจากนี้ ก็ไม่ค่อยจะรู้จักขนบธรรมเนียม ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง…”

คะนัง มีความสามารถด้านละครไทย แม้แต่ท่ายากก็สามารถทำได้ดี เมื่อครั้งที่พระองค์ฯ ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง “เงาะป่า” โดยมีคะนังเป็นตัวเอก จึงให้หม่อมเพื่อน บุนนาค เป็นผู้ฝึกสอน คะนังก็สามารถทำการแสดงได้ดีถูกจังหวะจะโคนแม่นยำ….

แม้ว่าตัวเองจะเข้ามาอยู่ในรั้วในวัง ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์สยามแล้ว แต่คะนังก็ยังไม่เคยลืมพี่น้องหรือพวกพ้องในป่าที่พัทลุง จึงกราบบังคมทูลขอให้ส่งรูปเขาไปให้พี่น้องบ้าง

เดือนธันวาคม ร.ศ.124 (พ.ศ.2448) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ถ่ายรูปเงาะป่าคะนัง เพื่อพิมพ์ขายที่ร้านถ่ายรูปหลวงในงานวัดเบญจมบพิตร ราคาขายแผ่น 3 บาท ซึ่งขณะนั้นถือว่าสูงมาก

ปรากฏว่ารูปภาพขายดีจนไม่พอขาย แต่เดิมพิมพ์รูปไว้เพียง 230 รูป ต้องพิมพ์เพิ่มอีก ได้เงินจากการขายรูปเกือบ 1,200 บาท รายได้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ถวายวัดส่วนหนึ่ง ค่ากระดาษน้ำยาพิมพ์รูปส่วนหนึ่ง และพระราชทานแก่คะนังส่วนหนึ่ง

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เมื่อทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชก็ไม่โปรดนายคะนัง ทรงเห็นว่าทะลึ่ง แต่เกรงพระราชหฤทัยสมเด็จพระบรมชนกนาถ จึงมิได้ทรงทำสิ่งใดออกมา

เมื่อสิ้นรัชกาลที่ 5 คะนังก็ชะตาตก ประกอบกับโตเป็นหนุ่ม ต้องออกจากพระบรมมหาราชวังมาหาที่อาศัยอยู่ข้างนอกเที่ยวเตร่ แต่พระวิมาดาฯก็ทรงพระเมตตาให้เงินเลี้ยงชีพตามสมควร

หลังสิ้นรัชสมัยของในหลวง ร.5 ในหลวง ร.6 ทรงรับคะนังไว้ในราชการเป็นพลเสือป่า กรมเสือป่าพรานหลวงรักษาพระองค์ และประจำกรมพิณพาทย์หลวง และพระราชทานนามสกุลให้ด้วยว่า กิราตกะ

ผมขออ้างอิงงานทางวิชาการจาก เว็ปไซต์ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล…เกี่ยวกับเรื่องเงาะป่า…

“…มีผู้เข้าใจกันว่าชาวพื้นเมืองภาคใต้ หรือเงาะป่า ที่อาศัยอยู่ตามป่าเขาในจังหวัดพัทลุง ตรัง สตูล ยะลา และนราธิวาส คือชาวเงาะ เผ่าซาไก แท้จริงแล้ว เงาะในประเทศไทยเป็นเผ่าเซมัง ทั้งสิ้น

คำว่า เงาะ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ดังปรากฏในหน้า 280 มีคำอธิบาย เงาะ ไว้ดังนี้…

“คนป่าพวกหนึ่ง รูปร่างต่ำเตี้ย ตัวดำ ผมหยิก ตระกูลนิกริโต (Negrito) และตระกูลออสโตรเนเชียน (Austronesian) อยู่ในแหลมมลายู เรียกตัวเองว่า ‘ก็อย’ ได้แก่พวกเซมัง และซาไก หรือซีนอย โดยปริยายเรียกคนที่มีรูปร่างอย่างนั้น”

เพื่อความกระจ่างยิ่งขึ้น ควรอ่านหนังสือสารานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ไม่ได้เรียกชื่อคนพื้นเมืองภาคใต้ว่า ซาไก เลย แต่กลับอธิบายว่าเป็นพวกเซมัง เงาะ 2 กลุ่มเป็นคนละเผ่าพันธุ์กัน

แต่เงาะทั้ง 2 กลุ่มก็มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกัน

ดังนั้นการที่คนไทยเรียกชื่อคนพื้นเมืองภาคใต้ว่า ซาไก จึงถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักชาติพันธุ์วิทยา อีกทั้งขัดแย้งกับราชบัณฑิตยสถานด้วย สืบสาวที่มาของชื่อเรียกซาไก พบว่าในปี พ.ศ.2516 กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย ได้รวบรวมชาวเงาะที่อำเภอธารโต จังหวัดยะลา ให้มาอยู่รวมกันเป็นชุมชน ได้จัดตั้งหมู่บ้านซาไก ขึ้นมา เรียกชื่อพวกเงาะซาไกตามที่ใช้เรียกกันในจังหวัดปัตตานี โดยเจ้าหน้าที่เองก็ไม่มีความรู้ด้านชาติพันธุ์วิทยา และประวัติการตั้งถิ่นฐานของชาวเงาะในแหลมมลายู

มีงานทางวิชาการหลายสำนัก ที่ค้นหา ค้นพบ เรื่องของกลุ่มชาติพันธ์ุ ว่าในป่าภาคใต้ของไทยมี เงาะ กลุ่มใดบ้าง

มีคำยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า …ความเป็นจริงแล้ว เงาะซาไก สูญพันธุ์จากแผ่นดินไทย ตั้งแต่มีการแบ่งแยกดินแดนหัวเมืองมลายูเมื่อปี พ.ศ.2452 หากแต่นักเขียนสารคดีในยุคต่อมา เขียนบทความด้วยความเข้าใจผิด เรียก เงาะเซมัง ว่าเป็นเงาะซาไก เลยเกิดความเข้าผิดกันต่อๆ มา

เรื่องราวชีวิตของนายคะนัง หลังจากรัชสมัยในหลวง ร.5 ไม่ใคร่มีข้อมูลนัก แต่จากข้อเขียนของ ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ในอนุสาร อ.ส.ท.ปีที่ 3 ฉบับที่ 4 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2505 ได้ความเพียงว่า

“…ก่อนในหลวง ร.5 สวรรคตราว 1 ปี หนุ่มคะนัง ก็ออกไปอยู่กับพวกมหาดเล็กทางฝ่ายหน้า ถึงรัชกาลที่ 6 ก็เลยหายสาบสูญไป ได้ยินแต่ว่าเพื่อนชวนเที่ยวจนเป็นโรคตาย…”

หรืออีกนัยหนึ่งระบุว่า…คะนัง ตายเพราะติดโรคผู้หญิงจากหญิงในซ่องโสเภณี สำนักโคมเขียว ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปี

มีข้อมูลที่แตกต่างออกไป เกี่ยวกับวาระสุดท้ายของเงาะป่า นายคะนังอีกมุมหนึ่งว่า… คืนวันหนึ่งเมื่อนายคะนัง อายุราว 18 ปี เงาะป่าหนุ่ม ไปปีนรั้วบ้านเพื่อเข้าหาสาวนางหนึ่ง… เจ้าของบ้านพบ…เข้าใจผิด จึงสังหารนายคะนังถึงแก่ความตาย…

คะนัง มิได้ทำความดีพอที่ใครจะสรรเสริญอาลัยอาวรณ์ เรื่องของเงาะป่า นายคะนัง กิราตกะ จึงเป็นเพียงเกร็ดประวัติศาสตร์ย่อยๆ เรื่องหนึ่งเท่านั้น…

อ้างอิงข้อมูลจาก – www.seub.or.th , th.wikipedia.org

พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

 

บทความก่อนหน้านี้ตาชั่งพันดาว 28 ตุลาคม 2562
บทความถัดไปมะกันค้านแบน3สาร วัดใจรบ. โดย นายด่าน