AVG จัดสัมมนาแนะเทคนิคเจาะตลาดจีน ใช้กลยุทธ์ยืมปากคนจีนในไทยต่อปากถึงจีนแผ่นดินใหญ่ เปิดเทรนด์สินค้ายอดนิยม “ออร์แกนิค-สุขภาพ” มาแรง

8 พฤศจิกายน : นางชฎากร ธนสุวรรณเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอวีจี ไทยแลนด์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งในจีน เครือ บริษัท วายดีเอ็ม ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวในงานสัมมนา “ปลดล็อกโอกาสสร้างแบรนด์สู่ตลาดจีน” จัดโดย AVG Thailand ว่า สำหรับสถานการณ์ตลาดจีนปัจจุบัน ยอมรับว่าการทำตลาดในจีนตอนนี้เริ่มยากขึ้น เนื่องจากพ่อค้ารับหิ้วของจากไทยลดน้อยลงจากการออกกฎหมายใหม่ของประเทศจีนที่กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจรับหิ้วสินค้าจากต่างประเทศจะต้องลงทะเบียนและเสียภาษี ประกอบกับค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างมาก และยังเจอปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ที่ยังยืดเยื้ออยู่ อย่างไรก็ตาม ไม่ถือเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการที่อยากจะเข้าไปสร้างแบรนด์ในจีน เพราะคนจีนยังรักและเชื่อถือในคุณภาพของสินค้าไทยอยู่เป็นจำนวนมาก

นางชฎากร กล่าวว่า สินค้าไทยที่ได้รับความนิยมในประเทศจีน ล่าสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มขนมขบเคี้ยว ส่วนใหญ่เป็นผลไม้แปรรูป เพราะเมืองไทยขึ้นชื่อเรื่องผลไม้อร่อย มีคุณภาพ เช่น มะม่วงอบแห้ง, ทุเรียนทอดกรอบ และตามมาด้วยประเภทขนมอบกรอบ, ผลิตภัณฑ์จากยางพารา, สกินแคร์, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น ยาหม่อง กอเอี๊ยะ

“เทรนด์สินค้าไทยที่กำลังได้รับความนิยมที่เห็นได้ชัด คือ 1.เน้นเรื่องธรรมชาติ (Natural) กลุ่มเพื่อสุขภาพจะมีเยอะขึ้น เช่น นมถั่วเหลืองออร์แกนิค ผลไม้แปรรูปมีความหลากหลายมากขึ้นและไม่มีน้ำตาล เช่น แอปเปิ้ลอบแห้ง 2.ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ (Healthy) เพิ่มสรรพคุณให้มากขึ้น เช่น ที่นอนยางพาราสำหรับเด็ก ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ 3.สินค้าไทยแบรนด์ใหญ่ๆ ของไทยสามารถเข้าไปเพิ่มช่องทางการจำหน่ายที่แพร่หลายมากขึ้น เช่น เมื่อก่อนมักจะวางขายในออนไลน์อย่างเดียว หรือเฉพาะช่องทางที่ขายแต่สินค้าไทย มาปีนี้เริ่มดูอินเตอร์มากขึ้น ขยับไปวางขายในร้านสะดวกซื้อชื่อดังที่มีสาขามากมายทั่วโลก อยู่ในชั้นวางสินค้าเดียวกับสินค้าแบรนด์ดังระดับโลก ซึ่งช่วยทำให้เข้าถึงคนจีนได้มากขึ้น เช่น คอสเมติกส์, เครื่องดื่มเอนเนอร์จี้ดริงค์, น้ำมะพร้าว ฯลฯ” ซีอีโอ AVG Thailand กล่าว

ในส่วนการทำการตลาดออนไลน์ที่จีน นางชฎากร ให้คำแนะนำว่า ต้องพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ต้องดูตัวเราเองว่าเราอยู่สเตทไหน เช่น เป็นแบรนด์ที่มีวางจำหน่ายทั่วเมืองไทย หรือมีเปิดแค่ 1-2 ชอปเท่านั้น เพราะจะได้วางงบการทำแบรนด์ที่เหมาะสมต่อไป 2.ดูวัตถุประสงค์ที่ต้องการ เช่น ต้องการหาดิสทริบิวเตอร์ หรือหาลูกค้าที่ซื้อ และควรดูคู่แข่ง ดูมาร์เก็ตลีดเดอร์ ว่าเค้าทำอะไรไปบ้าง ทำการตลาดไปถึงไหนแล้ว และสุดท้าย คือ ต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากในประเทศจีนมีจำนวนประชากร 1,400 ล้านคน ถ้าเลือกกลุ่มนิชเกินไป ค่าใช้จ่ายต่อหัวอาจจะสูงเพราะต้องทำมาร์เก็ตติ้งเจาะไปที่กลุ่มนั้นๆ แต่ถ้าแมสไปอาจจะไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะเจาะตลาดในกลุ่มที่ต้องการได้ ฉะนั้นจึงต้องพิจารณาให้ดีเพราะส่งผลต่องบประมาณที่ตั้งไว้

สัดส่วนการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนเทียบประเทศต่างๆ

“ถ้าถามถึงสูตรความสำเร็จที่จะไปเจาะตลาดประเทศจีน จากประสบการณ์มองว่า กลยุทธ์ Word-of-mount (ปากต่อปาก) สำคัญที่สุด แต่ต้องบริหารจัดการให้ดี เพราะคอนโทรลยาก เนื่องจากตลาดจีนค่อนข้างซับซ้อน ถ้าทำพลาดมีประเด็นลบขึ้นมา ส่วนใหญ่ที่เห็น คือมักจะแก้ไขได้ไม่ทันท่วงที ซึ่งวิธีจัดการปัญหาในเรื่องนี้ สามารถแก้ได้ด้วยการทำ Social Listening อย่างสม่ำเสมอ มีทีมบริหารจัดการในเรื่อง Crisis management อย่างมืออาชีพ ก็จะสามารถช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เป็นกระบอกเสียงที่ดีให้กับแบรนด์ได้” นางชฎากร กล่าว

อัตราการเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศต่างๆทั่วโลก

นางชฎากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน เอวีจี ไทยแลนด์ ได้เพิ่มช่องทางทำการตลาดในจีนผ่านกลุ่มคนจีนที่อยู่ในเมืองไทย เนื่องจากพบว่ามีคนจีนที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยมากถึง 3-4 แสนคน มีทั้งมาลงทุนธุรกิจในเมืองไทย ทำงาน เรียนหนังสือ และมาอยู่หลังเกษียณ ซึ่งกลุ่มคนจีนดังกล่าวนี้น่าสนใจสำหรับลูกค้าที่มีธุรกิจประเภท ร้านอาหาร โรงพยาบาล เพราะนอกจากจะเป็นกลุ่มลูกค้าทาร์เก็ตที่มีศักยภาพสำหรับสินค้าแล้ว ยังเป็นกระบอกเสียงช่วยโปรโมทสินค้าไปถึงคนจีนที่ประเทศจีนได้ดีอีกด้วย เนื่องจาก การทำการตลาดในจีนค่อนข้างใช้งบเยอะ แต่กลุ่มนี้สามารถเป็นทั้งลูกค้าและกระบอกเสียงที่ถือว่าคุ้มค่า และยังจะช่วยสร้าง WOM (Word-of-Mouth) ที่ดี ให้กับสินค้าได้อีกด้วย

บทความก่อนหน้านี้เจอกระแสตีกลับ! “เฉิน หลง” เลิกไปเวียดนาม เหตุหนุน “จีน” อ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้
บทความถัดไป“ทิพยประกันภัย” ยืนยัน “ประกันเงินกู้ครู ช.พ.ค.” ช่วยให้พี่น้องครูที่จำเป็นต้องกู้วงเงินสูงแต่ไม่สามารถหาหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกันได้ตามเงื่อนไข และช่วยลดภาระทั้งผู้ค้ำและทายาท