จ้างงานไทยวิกฤต เลิกจ้าง-ปิด รง.ชั่วคราว

จ้างงานไทยวิกฤต
เลิกจ้าง-ปิด รง.ชั่วคราว

สถานการณ์ด้านแรงงานยกระดับน่าวิตกมากขึ้นเรื่อยๆ จากผลพวงของสงครามการค้าสหรัฐ-จีน (เทรดวอร์) ความอ่อนไหวของเศรษฐกิจโลก เงินบาทแข็งค่าเกินหน้าคู่แข่งการค้า สร้างความเจ็บปวดให้กับการส่งออกจนหดตัว นอกจากนี้ยังประสบกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

ซึ่งสถานการณ์ด้านแรงงานของไทยเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดภาพรวมเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่ในปัจจบุัน

ทั้งนี้ พบว่าการจ้างงานอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงไปก่อนหน้า มีเปิดโครงการสมัครใจออก หรือเออร์ลี่ รีไทร์ เลิกจ้างด้วยการจ่ายชดเชยตามกฎหมาย

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เริ่มส่งสัญญาณน่าเป็นห่วง ปรากฏเป็นข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เอเพ็กเซอร์คิต (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิต แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนใหญ่ส่งออกเป็นหลัก มี 2 โรงงาน ประกอบด้วย ในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร ต.บางกระเจ้า อ.เมือง จ.สมุทรสาคร มีลูกจ้างประมาณ 2,977 คน

และแห่งที่ 2 ในนิคมอุตสาหกรรมสินสาคร ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร มีลูกจ้างประมาณ 3,208 คน

ทั้งสองแห่งประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน คำสั่งซื้อหดหาย ต้องลดกำลังการผลิต เลิกจ้างพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมสินสาคร ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา

ขณะที่บริษัทในเครือ เอ็นโอเค ประเทศญี่ปุ่น (NOK) โรงงานตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดระยอง ผลิตฮาร์ดดิสก์ ไดรฟ์ และป้อนชิ้นส่วนให้กับมือถือค่ายต่างๆ โรงงานทั้งสองแห่งเคยมีพนักงานกว่า 10,000 คน ทยอยปรับลดคน ขณะนี้เหลือราว 6,000 คน หลังจากประสบปัญหาสภาพคล่อง

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมที่กำลังถูกโฟกัสมากที่สุดขณะนี้ต้องพุ่งเป้าไปยังกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน โดยบริษัท เอสอาร์เอฟ อินดัสทรี้ส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผลิตผ้าใบยางรถยนต์ ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 400 คน เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา

ค่ายรถยนต์หลายแห่งยังเดินหน้าแผนลดกำลังผลิต ลดจำนวนพนักงานลง อาทิ ค่ายเจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือจีเอ็ม ค่ายมิตซูบิชิ ไม่เพียงพยุงกิจการลดต้นทุนด้วยการเลิกจ้าง ขณะเดียวกันเริ่มมีให้เห็นประกาศหยุดผลิตหรือปิดโรงงานชั่วคราว โดยอาศัยช่องทางมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 ให้สิทธินายจ้างหยุดกิจการระหว่างไม่มีคำสั่งซื้อสินค้า แต่ต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในระหว่างรอหยุดกิจการชั่วคราวไม่น้อยกว่า 75%

ล่าสุด บริษัท ไทยซัมมิท โอโตโมทีฟ จำกัด ในเครือไทยซัมมิท กรุ๊ป ประกาศหยุดการผลิตบางส่วนระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2562 ด้วยเหตุผลลูกค้าของบริษัทหยุดการผลิตชั่วคราว และคำสั่งซื้อสินค้าปริมาณลดลง เวลาไล่เลี่ยกัน บริษัทนิปปอนสตีล สตีล โพรเซสซิ่ง (ประเทศไทย) ในกลุ่มนิปปอน สตีล ประเทศญี่ปุ่น ประกาศแจ้งพนักงานหยุดงานชั่วคราว เริ่มวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ เนื่องจากความต้องการใช้วัตถุดิบจากลูกค้าลดลงอย่างต่อเนื่อง

ด้วยกำลังซื้อของโลกกำลังเดินถอยหลัง มีความเป็นไปได้จะเห็นอีกหลายโรงงานใช้วิธีการเดียวกันนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

น่ากังวลคือ เมื่อหลายอุตสาหกรรมสุ่มเสี่ยงต่อ ฟางเส้นสุดท้ายŽ แบกน้ำหนักจนไม่สามารถอุ้มกิจการให้ไปต่อได้ การลอยแพพนักงานก็จะเกิดขึ้นในที่สุด

สัญญาณเช่นนี้เป็นอันตรายมากน้อยแค่ไหน ทางออกควรเป็นอย่างไร ฟังความเห็น เกรียงไกร เธียรนุกุลŽ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ขณะนี้ ส.อ.ท.อยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์การจ้างงานของภาคอุตสาหกรรมของปีนี้ และคาดการณ์ของปี 2563 แต่ในภาพรวมการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่อยู่ในช่วงของการปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีหลายปัจจัยลบ โดยการปรับตัวจะดำเนินการ 3 มาตรการแรกก่อนคือ การลดเวลาทำงาน ลดโอที ต่อมาคือเลิกจ้างพนักงานรายวัน จนถึงการให้ลูกจ้างที่ยังไม่ผ่านช่วงทดลองงานออกก่อนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และประคองกิจการและแรงงานส่วนใหญ่เอาไว้ ส่วนการหยุดผลิตชั่วคราวนั้นเป็นมาตรการท้ายๆ ของธุรกิจ

“ที่ผู้ประกอบการต้องปรับลดเวลางาน ลดจ้างงานที่ไม่จำเป็น เพราะไม่รู้สถานการณ์ปัจจุบันไม่มีความแน่นอน เทรดวอร์ก็ไม่รู้จะจบลงเมื่อไร”Ž เกรียงไกรระบุ

ตัวเลขส่งออก 2562 นี้ภาคเอกชนคาดว่าการส่งออกไทยจะลดลงประมาณ 2% ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจคาดว่าจะอยู่ระดับ 2.8% อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเหลือเวลาอีก 2 เดือน คือพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562 ดังนั้นภาคเอกชนจะทำทุกทางในการขยายตลาด เพราะถ้ายังปล่อยให้สถานการณ์ย่ำแย่ ผลประกอบการที่ลดลงจะส่งผลต่อการศึกษาที่เหลือของปี และต่อเนื่องถึงปี 2563 ด้วย

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามตัวเลขการว่างงานของไทยปีนี้ มีเพียง 0.9% ตัวเลขไม่มาก แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ นักเรียนนักศึกษาจบใหม่ในปีหน้าที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน กลุ่มนี้มีโอกาสตกงานสูงจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่การส่งออกมีโอกาสติดลบ รายได้ผู้ประกอบการลดลง อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ระดับ 60% ขณะที่ระดับเหมาะสมคือ 80-85% สะท้อนได้ชัดเจนเวลานี้จะยังไม่มีการขยายการลงทุน การจ้างงานใหม่จึงแทบไม่เกิดขึ้น

หรือหากจะขยายการลงทุนในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าด้วยการซื้อเครื่องจักรที่ราคาถูกลง ประเด็นนี้ก็เป็นไปได้ยากจะเกิดการจ้างงานเช่นกัน เพราะการซื้อเครื่องจักรส่วนใหญ่ดำเนินการในบริษัทขนาดใหญ่ และบริษัทเหล่านั้นมีแผนลดใช้แรงงาน แต่พึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น

“ได้รับข้อมูลว่าขณะนี้มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่ง จำนวนนักศึกษาลดลงมาก เรื่องนี้อาจมีปัจจัย 2 สาเหตุที่ต้องพิจารณาคือ เศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ผู้ปกครองไม่มีกำลังในการส่งเสียลูกหลาน หรืออีกประเด็นต้องดูว่าจำนวนนักศึกษาที่ลดลงคือสาขาไหน อาจเป็นสาขานิเทศศาสตร์ ที่ขณะนี้สถานการณ์จ้างงานไม่ดีหรือไม่ ทำให้ผู้เรียนหันไปเรียนด้านอื่นที่สร้างงาน สร้างเงินมากกว่า”Ž เกรียงไกร สะท้อนความเห็น

รองประธาน ส.อ.ท.ระบุว่า จากข้อมูลทั้งหมด ส.อ.ท.จะนำมาใช้ประกอบการศึกษาสถานการณ์จ้างงานปีนี้และปีหน้า และผลที่ได้จะมีการเสนอข้อมูล เตือนภัย โดยเฉพาะกับสมาชิก ส.อ.ท.ต่อไป โดยข้อสรุปอยากให้รอ คาดว่าจะมีความชัดเจนต้นปีหน้า เพราะต้องติดตามความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในภาพรวมก่อน

แม้ผลศึกษายังไม่ออก แต่จากข้อมูลที่รองประธาน ส.อ.ท.เปิดออกมา น่าจะกระตุกเตือนทั้งนายจ้างและแรงงานได้ดี!!

บทความก่อนหน้านี้นักกีฬายิงปืนไทย ผงาดคว้าเหรียญทอง ซิวโควต้าโอลิมปิคที่โตเกียว
บทความถัดไปมาแล้ว ภาพจากงานแต่งโดนัท มนัสนันท์ บ่าวสาวโชว์ทะเบียนสมรสชื่นมื่น