LGBTQ+กับเสรีภาพการแต่งกายในรั้วมหาวิทยาลัย โดย สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน, พจนา อาภานุรักษ์

เมื่อกล่าวถึงสังคมที่มีความหลากหลายทางเพศ แน่นอนว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในโลกที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางเพศสูง โดยมีประชากรกลุ่มความหลากหลายทางเพศมากเป็นอันดับ 4 ของเอเชีย หรือประมาณ 4 ล้านคน (ข้อมูลจาก LGBT Capital) และในภาวะสังคมที่มีความหลากหลายทางเพศสูงเช่นนี้ การรับรองสิทธิทั้งในแง่ของกฎหมายในด้านต่างๆ ที่ผูกพันกับชีวิต การทำงาน สถานภาพสมรส รวมไปถึงการสร้างวัฒนธรรมและระบบการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยที่ผู้คนมีอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลาย

ในประเทศไทยได้มีการประกาศพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 ลงในราชกิจจานุเบกษา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2558 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นไปตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเพื่อคุ้มครองผู้ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ในกฎหมายฉบับนี้ให้ความคุ้มครองกับบุคคลที่มีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด จากการถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมอันได้แก่ การแบ่งแยก กีดกัน หรือจำกัดสิทธิประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม จากการกำหนดนโยบาย กฎ ระเบียบ หรือวิธีปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชนหรือบุคคลใด และเปิดโอกาสให้บุคคลผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (วลพ.) เพื่อดำเนินการระงับและป้องกันการเลือกปฏิบัติ รวมทั้งการชดเชยและเยียวยาอีกด้วย คำถามคือ องค์กร หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน หรือในระดับบุคคลมีการรับรู้มากน้อยเพียงใดต่อ พ.ร.บ.ฉบับนี้ และมีความตั้งใจจริงมากเพียงใดต่อการแก้ไขกฎระเบียบ นโยบาย หรือข้อปฏิบัติต่างๆ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว หรือหากแก้ไขแล้ว วัฒนธรรมองค์กรและวิธีคิดที่ฝังรากลึกในหน่วยงานได้ถูกเขย่าจากการก่อเกิดของ พ.ร.บ.ฉบับนี้มากน้อยเพียงใด?

ก่อนหน้านี้ มีข่าวเรื่องอคติทางเพศของอาจารย์ท่านหนึ่งในคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กระทำต่อนิสิต มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างกัน นำมาซึ่งการยื่นข้อร้องเรียนต่อมหาวิทยาลัยและคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (วลพ.) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 และนำมาซึ่งประกาศของมหาวิทยาลัย เรื่อง การแต่งกายของนิสิต พ.ศ.2562 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ให้นิสิตอาจแต่งเครื่องแบบและชุดสุภาพตามเพศกำเนิดหรือเพศที่แสดงออกได้… จากการเรียกร้องเพื่อให้กลุ่มเพศทางเลือกได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม สิทธิในเนื้อตัว ร่างกาย การแต่งกาย ได้เปิดพื้นที่เสรีภาพขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ในรั้วมหาวิทยาลัยขึ้นแล้ว

“เมื่อได้กล่าวถึงโรงเรียนนี้ ว่าจะเปนการสงเคราะห์แต่ตระกูลเจ้านายดังนี้ ใช่ว่าจะลืมตระกูลข้าราชการและราษฎรเสียเมื่อไร โรงเรียนที่มีอยู่แล้วแลที่จะตั้งขึ้นต่อไปภายน่า โดยมากได้คิดจัดการโดยอุส่าห์เต็มกำลังที่จะให้เป็นการเรียบร้อย พร้อมเพรียงเหมือนอย่างโรงเรียนนี้ แลคิดจะให้แพร่หลายกว้างขวาง เปนคนที่ได้เรียนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งจะมีโรงเรียนวิชาอย่างสูงขึ้นไปอีกซึ่งกำลังคิดจัดอยู่บัดนี้ เจ้านายตั้งแต่ลูกฉันเปนต้นไป ตลอดจนถึงราษฎรที่ต่ำสุด จะให้ได้มีโอกาสเล่าเรียนได้เสมอกัน ไม่ว่าเจ้าว่าขุนนางว่าไพร่ เพราะฉะนั้นจึ่งขอบอกได้ว่า การเล่าเรียนในบ้านเมืองเรานี้ จะเปนข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันจะอุส่าห์จัดให้เจริญขึ้นจงได้” นี่คือพระราชดำรัสตอนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่สะท้อนให้เห็นว่าการก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย ไม่ใช่เป็นไปเพื่อผลิตข้าราชการตามแนวคิดอนุรักษนิยมเพื่อรับใช้สังคมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่เป็นแหล่งถ่ายทอดแนวคิด ปรัชญา และวิทยาการจากทุกมุมโลก รวมไปถึงแนวคิดเสรีนิยมที่ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาค ไม่ว่าจะยากดีมีจน นับถือศาสนาใด มีเชื้อชาติใด หรืออยู่ในเพศสภาพใดก็ตาม

จุดเปลี่ยนสำคัญของการสร้างการรับรู้ให้กับสังคม มหาวิทยาลัยต้องเป็นผู้ทำหน้าที่นั้น แม้ว่าประเทศไทยจะมีการออกกฎหมายความเท่าเทียมทางเพศ แต่ในระดับสังคมและวัฒนธรรม การยอมรับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในฐานะมนุษย์คนหนึ่งของสังคมที่ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป ยังคงเป็นเรื่องอิหลักอิเหลื่อ ย้อนแย้ง และลักลั่นในหลายแง่มุม จะสังเกตเห็นได้จาก LGBTQ+ หลายๆ คนต้องสร้างอัตลักษณ์ของตนเองให้เป็นที่น่าจดจำเพื่อให้ได้รับการยอมรับ เช่น ต้องเป็นคนตลกสนุกสนาน ต้องเป็นคนเก่ง ต้องโดดเด่น และต้องเป็นคนที่ทำประโยชน์ให้กับสังคม คำถามคือ จำเป็นหรือไม่ที่ LGBTQ+ ต้องสร้างอัตลักษณ์เหล่านี้เพื่อแลกมากับการให้ได้มีสิทธิในการมีตัวตนอยู่ในสังคมเท่าเทียมกันกับคนอื่นๆ? ซึ่งมหาวิทยาลัยในฐานะที่เป็นแหล่งรวมคนและทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตรวมไปถึงดูแลประชากรในช่วงวัยที่เป็นกำลังสำคัญของชาติ ต้องมีหน้าที่ในการบ่มเพาะวัฒนธรรมในการยอมรับเสรีภาพและความแตกต่างทางความคิดในหลากหลายประเด็นให้เกิดขึ้นกับบุคคลที่จะเป็นทรัพยากรในการพัฒนาชาติต่อไป

แม้ว่าจุฬาฯ จะเป็นจุดเริ่มต้นของมหาวิทยาลัยรัฐในการเปิดให้นิสิตสามารถแต่งกายในชุดเครื่องแบบนิสิตตามเพศสภาพได้แล้วนั้น แต่ก็ยังคงพบกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมในการเลือกปฏิบัติทางเพศไปยัง วลพ.มากถึง 22 กรณี ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในสถาบันการศึกษาในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2558 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันการศึกษาในอีกแง่หนึ่งคือสถานที่ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด นี่เป็นเหตุให้การขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการก้าวข้ามวิธีคิดแบบอนุรักษนิยมและความเชื่อว่าโลกใบนี้มีเพียงสองเพศ รวมไปถึงกฎระเบียบเรื่องการแต่งกายที่ทุกคนต้องทำตามอย่างเคร่งครัดจะผิดแผกแตกต่างจากระเบียบวิถีปฏิบัติที่เคยมีมา และการให้ความสำคัญกับสิทธิขั้นพื้นฐานในการเลือกแต่งกายตามเพศสภาพนั้นจำเป็นที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้น

“เกียรติภูมิจุฬาฯ คือ เกียรติของการรับใช้ประชาชน” คือคติพจน์อย่างไม่เป็นทางการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เป็นเครื่องเตือนใจให้ว่าพื้นที่ของจุฬาฯ คือพื้นที่ของการเคารพประชาชน ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นใคร

จะแตกต่างด้วยความคิด ความเชื่อ เชื้อชาติ ศาสนา สีผิว หรือเพศสภาพ ต่างก็ต้องได้รับการเคารพอย่างเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ดี การออกประกาศของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เห็นว่า แม้เราจะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขนาดไหน จะเป็นไปเพื่อควบคุมกำกับให้สังคมมีความเป็นระเบียบเพียงใด สุดท้ายแล้ว

การคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องเข้าใจให้ลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะสังคมที่มีความเป็นพลวัต เลื่อนไหล และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้

สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน
พจนา อาภานุรักษ์
ศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน
และครอบครัว
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทความก่อนหน้านี้การ์ตูนอรุณ 3 ธันวาคม 2562
บทความถัดไปเรียงคนมาเป็นข่าว วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2562 โดย นิวรอน