บสย.ลุ้นจีพีเอส 8 ดันยอดค้ำประกันปีนี้เข้าเป้า 9 หมื่นล้าน ส่วนปีหน้าคาดแตะ 1 แสนล.

 

นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ขณะนี้บสย.สามารถค้ำประกันสินเชื่อเพิ่มขึ้นเดือนละ 1 หมื่นล้านบาทจากเดิมมียอดค้ำประกันเดือนละ 6-7 พันล้านบาท เป็นผลจากโครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 8 (PGS 8) ช่วยทำให้บสย.สามารถเข้าไปค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มมากขึ้น โดยประเมินว่าในอีก 1 เดือนที่เหลือ ทำให้บสย.สามารถค้ำประกันสินเชื่อถึง 9 หมืนล้านบาท เป็นไปตามเป้าหมายตั้งไว้ ซึ่งขณะนี้สามารถค้ำประกันได้แล้วถึง 8 หมื่นล้านบาท

“ยอดค้ำประกันปีนี้สูงกว่าปีที่แล้วจบที่ 8.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งสภาพธุรกิจและเศรษฐกิจในปีนี้แย่กว่าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโตต่ำกว่า ขายของยากกว่า รู้สึกดีใจที่บสย.สามารถค้ำประกันสินเชื่อเพิ่มขึ้น ถือเป็นการช่วยผู้ประกอบการให้สามารถมีเงินทุนในยุคที่ธนาคารเข้มงวดปล่อยกู้ โดยในปีหน้าตั้งเป้าหมายค้ำประกัน 1 แสนล้านบาท”นายรักษ์กล่าว

นายรักษ์กล่าวต่อว่า โครงการ PGS 8 จูงใจให้ธนาคาปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันคิดกับผู้ประกอบการปีละ 1.75% ถึง 2 ปี จากเดิมฟรีแค่ 1 ปี นอกจากนี้บสย.เพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันสินเชื่อให้ธนาคารถึง 30% จากเดิม 22% และสามารถเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกัน รวมถึงลดค่าธรรมเนียมค้ำประกันเพิ่มเติมในปีที่ 3 หากธนาคารมีการช่วยเหลือลูกค้าเพิ่มเติม ตรงนี้ทำให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้มากขึ้น

นายรักษ์กล่าวว่า ในปีนี้และปีหน้าโจทย์ที่ยากคือทำอย่างไรให้ธนาคารทั้ง 18 แห่ง ปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ จากสถิติของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) พบว่าธนาคารปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อสูงถึง 40% จากก่อนหน้านี้ 26% ถือว่าสูงสุดในประวัติการ ซึ่งบสย.เข้าใจธนาคารว่ากลัวความเสี่ยง เนื่องจากคนไม่ซื้อของ แม้จะขายของได้แต่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็ง ทำให้เงินที่ขายเป็นเหรียญสหรัฐทอนมาเป็นเงินบาทได้น้อยลง

“ปีนี้พบว่าธุรกิจอยากได้เงินมากขึ้น แต่ธนาคารไม่ปล่อยกู้ เช่น เมื่อก่อนมีรายรับ 100 บาท จ่ายหนี้ไป 80 บาท ธนาคารปล่อยกู้เพิ่มให้เต็ม 100 บาท แต่ทุกวันนี้มีรายได้ 100 บาท เป็นหนี้เดิม 60 บาท ธนาคารไม่ปล่อยแล้ว ดังนั้นบสย.อยู่ระหว่างการคิดว่าในปีหน้าจะมีโครงการค้ำประกันสินเชื่อแบบไหนมาต่อสู้กับการปฏิเสธสินเชื่อดังกล่าวของธนาคารต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น”นายรักษ์กล่าว

นายรักษ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้บสย.พยายาม หารือกับธนาคาร ให้เข้าไปช่วยดูลูกหนี้กำลังตกชั้นเป็นหนี้เสีย(เอ็นพีแอล) ซึ่งมีเวลา 90 วัน ก่อนถูกบันทึกเป็นหนี้เสีย เมื่อก่อนนนี้ธนาคารปล่อยให้เป็นหนี้เสียแล้วส่งมายังบสย.เมื่อขอรับการค้ำประกัน แต่ขณะนี้บสย.ไปหารือกับแบงก์ให้เข้าช่วยปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อทำให้กลุ่มนี้กลับมาเป็นลูกหนี้ปกติ ไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เสียในระบบ เป็นการช่วยเหลือลูกค้าให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ การดำเนินการดังกล่าวช่วยลดหนี้เสียของลูกค้าที่บสย.เข้าไปค้ำประกันลดลง ล่าสุดหนี้เสียที่บสย.รับจากธนาคารมาเหลือ 0.89% ต่อปี จากก่อนหน้านี้อยู่ที่กว่า 1% ต่อปี

บทความก่อนหน้านี้บิณฑ์-เอกพันธ์ แถลงปิดบัญชี 422 ล้าน ช่วยเหลือ 6 จังหวัดอีสาน ประสบอุทกภัย
บทความถัดไปส่อง ‘เจนี่’ หลังคลอดลูก 10 วัน ผอมเพรียวจนคนขอกราบหุ่น