‘ซีพีเอฟ’ มั่นใจธุรกิจโตต่อเนื่อง แม้กำลังซื้อในประเทศอ่อนตัว เหตุเน้นกวาดรายได้จากตปท.เป็นหลัก

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ในปี 2562 ภาพรวมธุรกิจของซีพีเอฟยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากบริษัทจะลงทุนในประเทศไทยเป็นหลักแล้ว ยังมีการลงทุนในต่างประเทศกว่า 17 ประเทศ กระจายอยู่ทั้งในเอเชีย สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา จึงเชื่อว่าธุรกิจยังมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศที่บริษัทเข้าไปลงทุนทั้ง 17 ประเทศ เนื่องจากในภาพรวมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหารและการบริโภคของคนทั่วไป ล้วนแต่ต้องการของที่ปลอดภัยและตรวจสอบย้อนหลังได้ รวมถึงภาคการผลิตของบริษัท ก็ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนด้วย โดยปัจจัยเหล่านี้เป็นหลักในการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ยึดปฎิบัติมาตลอด ทำให้สินค้าของบริษัทได้รับการตอบรับจากทั่วโลกเป็นอย่างดี จึงเชื่อมั่นว่าบริษัทจะยังสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แต่เป็นการโตในต่างประเทศมากกว่าในประเทศ เนื่องจากบริษัทมีการลงทุนไว้แล้วใน 17 ประเทศ ครอบคลุมฐานลูกค้ากว่า 4 พันล้านคน และยึดแนวทางในการประกอบธุรกิจที่มุ่งเน้นไปที่การทำอาหารที่ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ และกระบวนการผลิตที่ครบวงจร ดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเดินหน้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“เศรษฐกิจที่ชะลอการเติบโตลง ต้องบอกว่าไม่ได้ส่งผลกระทบกับกำลังซื้อในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากคนทั่วไปจะประหยัดในเรื่องอื่นๆ แต่เรื่องอาหารการกินประจำวัน โดยเฉพาะโปรตีนที่ไม่ได้มีราคาสูงมากนัก อาทิ เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ กุ้ง และปลา เป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกคนต้องบริโภค ทำให้ธุรกิจของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบ และยังสามารถเติบโตต่อไปได้ โดยหากแบ่งสัดส่วนจากการเติบโตในภาพรวม ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนในต่างประเทศ กว่า 70% และในประเทศ 30% เพราะการลงทุนที่ในต่างประเทศที่ดำเนินการแล้วใน 17 ประเทศ ในส่วนของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง มองว่าก็ไม่ได้ส่งผลกระทบมากเท่าที่ควร เนื่องจากหากยกตัวอย่าง บริษัทมีรายได้ประมาณ 5 แสนล้านบาท จะมีแค่แค่ 5% เท่านั้น ที่เป็าการส่งออก ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากการจำหน่ายในประเทศ 27-28% และ 70% เป็นรายได้จากการลงทุนในต่างประเทศ ประกอบกับบริษัทก็มีการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทำให้เกิดทั้งการส่งออกและการนำเข้าวัตถุดิบมีสัดส่วนไม่แตกต่างกันมากนัก”นายอดิเรกกล่าว

นายอดิเรกกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มในปี 2563 คาดว่ากำลังซื้อในประเทศจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย เมื่อดูจากผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย (จีดีพี) ที่มีอัตราการขยายตัวโตขึ้นแค่เล็กน้อยเท่านั้น แต่โดยรวมแล้วอัตราการเติบโตของบริษัทในปี 2563 จะมาจากรายได้ของการลงทุนในต่างประเทศมากกว่า ที่โตมากสุดคาดว่าจะเป็น ประเทศจีน เวียดนาม อินเดีย ฟิลิปปินส์ รัสเซียและอินเดีย ในส่วนของผลกระทบจากภัยแล้งที่คาดว่าจะรุนแรงมากในปี 2563 มองว่าจะส่งผลกระทบกับภาคการผลิตอย่างแน่นอน แต่ขึ้นอยู่แค่จะมากหรือน้อยอย่างไรเท่านั้น เพราะน้ำเป็นปัจจัยหลักของทุกอย่าง ทั้งคน สัตว์ และพืชเกษตร แต่ในการผลิตปศุสัตว์ของบริษัทได้มีการจัดหาแหล่งน้ำอย่างเพียงพอเตรียมไว้อยู่แล้ว โดยในด้านราคาสินค้าที่คาดว่าวัตถุดิบจะมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น ถือว่าเป็นวงจรปกติของสินค้าเกษตรที่มีขึ้นมีลง อาจมีผลทำให้ต้นทุนของบริษัทปรับขึ้นได้เล็กน้อย แต่ความสำคัญอยู่ที่สินค้าทุกชิ้นที่ผลิต จะต้องมีคุณภาพสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เห็นว่ารัฐบาลมีการดูแลปัญหาเหล่านี้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว

บทความก่อนหน้านี้ธรรมนัสเผย มั่นใจมาตลอดว่าชนะเลือกตั้งซ่อมขอนแก่น แต่ไม่พูดก่อนเพราะดูไม่ดี
บทความถัดไป‘พุทธิพงษ์’ เผย ‘สมศักดิ์’ ชนะเพราะทำพื้นที่มานาน หวังชนะเลือกตั้งเพิ่มเสถียรภาพงานในสภา