“หมอสุภัทร” โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้ 10 สถานการณ์ปี63 ชี้ชะตาสิ่งแวดล้อมภาคใต้

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคมนี้ นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ นักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางสังคม ได้โพสต์ข้อความลงบนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ระบุหัวข้อ 10 สถานการณ์วิกฤตสิ่งแวดล้อมภาคใต้ปี 2563 โดยมีใจความว่า พื้นที่ภาคใต้เป็นเป้าหมายของการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มาหลายปี ความรุนแรงถาโถมของการพัฒนาจากกลุ่มทุนใหญ่เข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา

สำหรับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคใต้ ปี 2563 คือปีแห่งวิกฤตการณ์ที่ต้องติดตาม ประชาชนและคนไทยที่รักสิ่งแวดล้อมจะสามารถร่วมปกป้องพื้นที่สีเขียวของภาคใต้ได้มากน้อยเพียงใด

1. การเปลี่ยนจะนะให้เป็นมาบตาพุดภายใต้วาทกรรม “จะนะเมืองอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” ศอ.บต.กำลังผลักดันให้อำเภอจะนะเป็นหัวหอกอุตสาหกรรมหนักในภาคใต้เสมือนมาบตาพุด โดยจะมีนิคมอุตสาหกรรม 10,000 ไร่ มีท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ มีคลังน้ำมันและท่าเรือขนถ่ายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อป้อนนิคมฯ ทุนจีนคือทุนหลักที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ โดยทุนไทยทำหน้าที่เปิดทางและจัดสรรที่ดิน ขณะนี้ทุนไทยกำลังกว้านซื้อที่ดินอย่างหนัก ส่วนภาครัฐใช้ภาษีประชาชนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะที่ประชาชนคนจะนะส่วนใหญ่ยังไม่ได้ข้อมูล และไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ นิคมอุตสาหกรรมจะนะที่เริ่มด้วยขนาด 10,000 ไร่ จะขยายออกในอนาคต และจะทำให้จังหวัดสงขลาเป็นเสมือนจังหวัดระยอง หาดใหญ่จะเงียบเหงาหรือไม่ ยังไม่มีใครศึกษาหาคำตอบ

2. การกลับมาอีกครั้งของท่าเรือน้ำลึกปากบารา หลังจากที่ชาวจังหวัดสตูลคัดค้านโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารามาตลอด 10 ปี และจะทำลายทะเลสตูลที่สวยงามอย่างย่อยยับ จนเมื่อองค์การ UNESCO ได้รับการประกาศรับรองให้สตูลเป็นอุทยานธรณีโลก “Satun Geopark” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทางภูมิประเทศในระดับโลก โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราก็แทบจะหยุดไปโดยปริยาย แต่แล้วในรัฐบาลนี้ประกาศจะผลักดันท่าเรือน้ำลึกปากบารา ทำให้ต้องมีระเบิดภูเขาในสตูลหลายลูก เพื่อนำหินมาถมทะเล ผลกระทบจึงกว้างไกล สตูลจะไม่สะอาด สงบ และธรรมชาติบริสุทธิ์อีกต่อไป

3. การดิ้นคืนชีพของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา หลังการประท้วงใหญ่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจนรัฐบาล คสช.ยอมถอยให้ชะลอโครงการไปก่อน และให้มีการศึกษา SEA หรือผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางยุทธศาสตร์โดยนิด้าในกรอบระยะเวลา 9 เดือน การศึกษาดำเนินไปอย่างเชื่องช้ากว่าปีแล้ว ทำให้ปี 2563 ต้องมีบทสรุปว่า จะสร้างหรือไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กลุ่มหนุนถ่านหินก็ยังดิ้นอย่างหนักเพื่อให้บทสรุปของคณะกรรมการ SEA สรุปว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพามีความเหมาะสมและจำเป็น ปี 2563 จึงเป็นปีชี้ชะตาของการคืนชีพของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

4. คลองไชยมนตรี คลองผันน้ำที่คนนครไม่ต้องการ โครงการคลองผันน้ำเมืองนครศรีธรรมราช ด้วยการขุดคลองไชยมนตรี เพื่อผันน้ำออกจากคลองท่าดีให้ไปออกทะเลโดยไม่ผ่านตัวเมืองนครศรีธรรมราช คลองผันน้ำจะสร้างผลกระทบแก่ประชาชนในหลายตำบล ชาวบ้านคัดค้านด้วยเห็นว่าเป็นการแก้ที่ไม่ถูกจุด เพราะปัญหาคือการก่อสร้างถมดินรุกล้ำคลองท่าดี การพัฒนาที่ขาดการวางผังเมือง ขาดการรักษาพื้นที่แก้มลิง การทำลายป่าในพื้นที่ภูเขา รวมทั้งโครงการนี้เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมากที่มีแนวโน้มความไม่โปร่งใสด้วย และที่สำคัญการผันน้ำดังกล่าวจะเป็นการทำลายคลองท่าดี ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเมืองนครศรีธรรมราชให้เหลือหน้าที่เป็นเพียงคูระบายน้ำเท่านั้น ปี 2563 นี้จะเป็นปีที่ชี้ขาดว่าโครงการนี้จะเดินหน้าได้หรือไม่

5. คลองไทย คลองใคร คลองไทยมีการผลักดันอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มทุน คลองขุดขนาดกว้างเป็นกิโลเมตรเชื่อมสองมหาสมุทร เริ่มจากทะเลรอยต่อจังหวัดตรัง-กระบี่พาดผ่านมาออกทะเลตรงรอยต่อจังหวัดพัทลุง-นครศรีธรรมราช ชาวบ้านเรียกคลองนี้ว่า “คลองจีน” เพราะมีแต่จีนที่ดันเต็มตัว และพร้อมจะเข้ามาพัฒนาพื้นที่สองฝั่งคลองและหัวท้ายคลองให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดยักษ์ นับเป็นการล่าอาณานิคมอย่างใหม่ที่รัฐไทยยินยอม ด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์เรือที่ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ คลองนี้จะร่นระยะเวลาการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาได้ 1-2 วันเท่านั้น อีกทั้งมีค่าผ่านคลอง จึงอาจมีเรือผ่านคลองน้อยมาก แต่ที่แน่ๆ อุตสาหกรรมหนักสองฝั่งคลองที่ทำลายวิถีชุมชนที่สุขสงบของคนสี่จังหวัดนั้นเกิดแน่นอน

6. การสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ 14 แห่งในพัทลุง จังหวัดพัทลุงเป็นเป้าหมายในการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ 14 แห่งในทุกสายคลองที่มาจากเทือกเขาบรรทัด ซึ่งสร้างไปแล้ว 4 แห่ง การสร้างเขื่อนจะสูญเสียป่าไม้อีกพื้นที่ละหลายพันไร่ เวนคืนบ้านเรือนและที่ทำกินอีกหลายหมู่บ้าน อ่างขนาดใหญ่ที่สร้างเสร็จแล้วก็มีปัญหาน้ำแห้งในหน้าแล้ง และระบายน้ำจนท่วมบ้านเรือนท้ายน้ำในหน้าฝน ชาวบ้านที่คัดค้านได้ออกแบบฝายมีชีวิตที่กักน้ำตลอดแนวคลอง ทำให้ดู สร้างให้เห็น ใช้ความร่วมมือโดยไม่ต้องใช้งบจากรัฐ แต่รัฐบาลก็ไม่สนใจ ทั้งนี้ในปี 2563 ตำบลกระสุนตกของการสร้างเขื่อนจะอยู่ที่เขื่อนเหมืองตะกั่ว อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง หากมีการสร้างเขื่อนก็จะตามมาคือการสัมปทานเหมืองหินระเบิดภูเขาทำเพื่อนำหินมาถมมาสร้างเขื่อนอีกด้วย

7. ดอกเห็ดแห่งโรงไฟฟ้าชีวมวลชายแดนใต้ นโยบายกระทรวงพลังงานที่จูงใจให้ผู้ประกอบการมาสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ชายแดนใต้ ด้วยการประกาศอัตรารับซื้อไฟฟ้าในราคาสูงกว่าอัตราปกติอีกหน่วยละ 50 สตางค์ ทำให้ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอชายแดนของจังหวัดสงขลาผุดเป็นดอกเห็ดแล้วกว่า 10 แห่ง และกำลังขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าขนาด 9.9 เมกะวัตต์หรือน้อยกว่า เพื่อหรือเลี่ยงการต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA และการเปิดพื้นที่การตัดสินใจร่วมจากประชาชน ประเด็นที่ชุมชนเป็นห่วงคือ ผลกระทบจากมลพิษจากการละเลยการบำบัดเพื่อลดต้นทุน และการขาดการกำกับเฝ้าระวังจากภาครัฐที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นเลยในอดีตที่ผ่านมา

8. ไฟป่าพรุควนเคร็ง ควันพิษเพื่อคุณกับสวนปาล์มเพื่อทุน ไฟป่าพรุควนเคร็งเกิดขึ้นทุกปี เป็นแหล่งกำเนิดหมอกควันที่ใหญ่และรุนแรงที่สุดที่เกิดในภาคใต้เอง สร้างภัยพิบัติแก่คนรอบพรุควนเคร็งจนต้องอพยพ และสร้างหายนะทางสิ่งแวดล้อมในพื้นที่พรุควนเคร็งอย่างมาก ไฟป่าพรุควนเคร็งส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ หลังไฟป่าสงบพื้นที่พรุซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะไม่มีโฉนดก็จะกลายเป็นสวนปาล์มปลูกใหม่ของนายทุน รัฐเองก็รู้แต่ไม่กล้าจะจัดการ หน้าแล้งในปี 2563 นี้ ไฟป่าพรุควนเคร็งจะกลับมาเผาไหม้รุนแรงนานนับเดือนอีกครั้ง เพราะหน้าฝนปลายปี 2562 มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าปกติ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่เกิน 10 ปี เราจะสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ในนาม “พรุควนเคร็ง” อย่างไม่มีวันหวนกลับ ไปเป็นสวนปาล์มของคนไม่กี่ตระกูล

9. เขื่อนวังหีบ เขื่อนใหญ่ที่เหตุผลฟังไม่ขึ้น เขื่อนวังหีบ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเขื่อนใหญ่ที่สุดในภาคใต้ที่กำลังมีการผลักดันโดยกรมชลประทาน อ้างเพื่อป้องกันน้ำท่วมตัวเมืองทุ่งสง ทั้งๆที่คลองวังหีบไม่ได้ผ่านตัวเมืองทุ่งสง เขื่อนวังหีบจะทำลายป่าต้นน้ำและทำลายชุมชนโบราณที่อยู่อาศัยมาร่วมร้อยปี การเข้ามาของเขื่อนจะนำมาซึ่งการสูญเสียป่าอนุรักษ์ลุ่มน้ำ1 A ของเทือกเขานครศรีธรรมราชที่สมบูรณ์อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ชาวบ้านและองค์กรสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศร่วมคัดค้าน แต่รัฐบาลยังทำมึนจะเดินหน้าให้ได้ การศึกษา EIA ผ่านความเห็นชอบโดยชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม มีการข่มขู่ชาวบ้าน ทหารลงพื้นที่กดดันชาวบ้าน มีโอกาสของการเกิดความรุนแรงสูง พื้นที่เขื่อนวังหีบจึงเป็นอีกพื้นที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมภาคใต้ในปี 2563

10. สร้างเข้าไปกำแพงกันคลื่น หายนะจากกรมเจ้าท่าที่กัดกินชายหาดภาคใต้ แม้งานวิชาการจะชัดเจนว่า กำแพงกันคลื่นเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายหาด คือต้นเหตุสำคัญของการกัดเซาะชายหาดเสียเอง นอกจากทำให้สูญเสียทรายชายหาดที่สวยงามแล้ว ยังทำให้ภูมิทัศน์หาดทรายกลายเป็นกองหินหรือกองกระสอบทรายกันคลื่นที่ไม่ได้ผลอีกด้วย จากเดิมกำแพงกันคลื่นที่เกิน 200 เมตร ต้องศึกษา EIA แต่รัฐบาลได้แก้ไขกฎหมาย ยกเลิกการต้องศึกษา EIA ทำให้สามารถก่อสร้างได้อย่างไม่ต้องสนใจผลกระทบ กำแพงกันคลื่นที่สร้างแล้ว จะทำให้เกิดการกัดเซาะชายหาดในพื้นที่ถัดไป ทำให้ต้องสร้างต่อไปเรื่อยๆ เปลืองภาษีประชาชน และอาจมีความไม่โปร่งใสในหลายกรณี ในปี 2563 กรมเจ้าท่ายังเร่งสร้างกำแพงกันคลื่นต่อไปในทุกจังหวัดฝั่งอ่าวไทย

ทั้งหมดนี้คือ 10 สถานการณ์สิ่งแวดล้อมปี 2563 ที่วิกฤตและต้องติดตามในปี 2563 ปีแห่งการชี้ชะตาระหว่างความหายนะกับการปกป้องพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ภาคใต้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เปิดบันทึกเด็ก ป.5 แขวนคอตาย ถูกเพื่อนผู้ชายห้องเดียวกัน 3 คนบูลลี่ เหยียบหน้า กดดันหนัก
บทความถัดไปกทม.ไฟเขียว ‘วิ่งไล่ลุง’ จัดสวนรถไฟ สั่งทีมผู้จัดยึดกฎใช้สวนเคร่ง