หุ้นไทยเงียบเหงา ปิดลบไม่ถึง 1 จุดดี หลังขาดแรงหนุนจากปัจจัยใหม่ๆ

วันที่ 10 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนบวก โดยเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ1,579.64 จุด ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,581.21 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,579.42 ปรับลดลง 0.22 จุด หรือ0.01% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,584.16 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,573.80 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่47,116.00 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 70.87 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 5.34 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 484.26 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ซื้อสุทธิ560.47 ล้านบาท

โดยนายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นแกว่งตัวผันผวนในกรอบแคบ ก่อนจะปิดตลาดในแดนลบ สาเหตุมาจากตลาดหุ้นไทยเริ่มขาดปัจจัยบวกใหม่เข้ามาสนับสนุน หลังจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดซึมตัวลงตามประเด็นความตึงเครียดและฟื้นขึ้นตอบรับความผ่อนคลายในตะวันออกกลาง โดยประเด็นที่ต้องติดตามคือ การรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือนธันวาคม 2562 ของสหรัฐ และตัวเลขอัตราการว่างงาน โดยหุ้นที่ปรับตัวบวกขึ้นมาและเป็นแรงช่วยหนุนตลาดคือ หุ้นกลุ่มแบงก์และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ส่วนหุ้นที่ปรับลดลงจนกดดันตลาดคือ หุ้นในกลุ่มไอซีทีและปิโตรเคมี รวมถึงหากแบ่งประเมินเป็นกลุ่มหุ้นพบว่า หุ้นในแต่ละกลุ่มปรับขึ้นและลงแบบกระจายตัว ไร้ทิศทางด้วย

นายชาญชัยกล่าวว่า สำหรับทิศทางตชาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า (13-17 มกราคม 2563) คาดว่าลักษณะการเคลื่อนไหวของดัชนีคงขึ้นและลงอย่างจำกัด โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,555 – 1,600 จุด ส่วนประเด็นที่ต้องติดตามคือ ความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนเฟสแรก ที่เบื้องต้นคาดว่าจะมีการเซ็นต์สัญญาในวันที่15 มกราคม 2563 ส่วนประเด็นอื่นๆ จะเป็นการติดตามตัวเลขดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจ และในวันอังคารที่ 14 มกราคม 2563 จะมีการรายงานเงินเฟ้อของสหรัฐเดือนประจำเดือนธันวาคม 2563 ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 2.3% โดยหากออกมาในลักษณะนี้ เชื่อว่าทิศทางดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเป็นลักษณะของการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดทั้งปี 2563 นอกจากนี้ ในวันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2563 ยังต้องติดตามตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของจีน ในไตรมาส 4 ปี 2562 ที่คาดว่าจะออกมาเติบโต 6%

กลยุทธ์ที่แนะนำในการลงทุนคือ เน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัว ได้แก่ หุ้นกลุ่มรับเหมา ที่น่าจะมีบรรยากาศดีขึ้น หลังจากการพิจารณางบประมาณประจำปี 2563 ออกมาได้ โดยในวันที่ 10 มกราคม 2563 เป็นวันสุดท้ายตามกำหนดที่น่าจะผ่านไปได้ ซึ่งกระบวนการถัดไปในวันที่ 20 มกราคม 2563 จะไปสู่ขั้นของการพิจารณาจากส.. ซึ่งเชื่อว่าน่าจะผ่านได้ จึงน่าจะทำให้การลงทุนของภาครัฐดูแล้วน่าจะต่อเนื่องจากเดิม หลังจากมีหลายโครงการล่าช้ากว่ากำหนดมานาน ทำให้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนน่าจะมีบรรยากาศในเชิงบวกมากขึ้นนายชาญชัยกล่าว

บทความก่อนหน้านี้‘โค้ชด่วน’ เน้นซ้อมรับแน่นรุกเร็วสู้ ‘คาซัคสถาน’ – กร้าวขอวัดโสมขาวรอบชิงฯ (คลิป)
บทความถัดไปทองคำไทยไร้การเปลี่ยนแปลง ราคานิ่งสนิททั้งวัน ไม่ขึ้นและไม่ลง ทองแท่งขายออกบาทละ 22,200