วันเด็กแห่งชาติ กิจกรรมควรเน้นเนื้อหาสาระมากกว่าการให้ความบันเทิงและแจกของขวัญให้เด็กหอบกลับบ้าน โดย ผดุง จิตเจือจุน

วันเด็กแห่งชาติของไทย ตรงกับวันเสาร์ที่สองของสัปดาห์ คือวันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2563 ซึ่งหน่วยงานของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จัดงานวันเด็ก เป็นการเฉลิมฉลองให้กับเด็กๆ ได้สนุกสนานกันทั่วประเทศ

ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รัฐบาลได้เปิดทำเนียบรัฐบาล ให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง พาเด็กๆ เยี่ยมชมภายในสถานที่ทำเนียบ และห้องทำงานของนายกรัฐมนตรี ณ ตึกไทยคู่ฟ้า รวมทั้งได้มีโอกาสให้เด็กๆ ได้สัมผัสโต๊ะทำงานและได้นั่งเก้าอี้ของนายกรัฐมนตรี บรรดาเหล่าทัพก็ได้นำอาวุธยุทโธปกรณ์ เช่น ปืนใหญ่ รถถัง เครื่องบิน ฯลฯ ออกมาแสดงให้เด็กๆ ได้ชมกันอย่างตื่นตาเร้าใจ

รัฐบาลไทยได้เห็นดีเห็นงาม กำหนดให้มี “วันเด็กแห่งชาติ” ขึ้นในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม 2498 ตามคำชักชวนของนาย วี.เอ็ม. กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ วันเด็กแห่งชาตินี้จะกระตุ้นให้ประชาชนคนไทย เห็นความสำคัญและความต้องการของเด็ก และเป็นการกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตน ปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคมและเตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ ตามคำขวัญที่ว่า “เด็กคืออนาคตของชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ”

วันเด็กแห่งชาติของไทย จึงได้มีตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จนมาถึงปี 2508 จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นวันเสาร์ที่ 2 ของสัปดาห์ของเดือนมกราคม เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ เนื่องจากเห็นว่าเดือนตุลาคมเป็นช่วงของฤดูฝน ผู้ปกครองไม่สะดวกและลำบากในการพาลูกหลานออกเที่ยวงานวันเด็ก

วัตถุประสงค์ของการจัดงาน “วันเด็กแห่งชาติ” เพื่อให้เด็กทั่วประเทศ ได้มีโอกาสร่วมเฉลิมฉลองในวันเด็ก ให้เด็กๆ ได้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของตน ในเรื่องของสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และความมีระเบียบวินัยที่มีต่อตนเองและต่อสังคม และมีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตลอดจนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในวันเด็กแห่งชาติทุกปี นายกรัฐมนตรีทุกยุคทุกสมัย จะมีคำขวัญให้เด็กๆ ในวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งคำขวัญเริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2499 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ให้คำขวัญว่า “จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม”

คำขวัญวันเด็ก มีต่อเนื่องกันมาถึง 61 ปี จนถึงปี พ.ศ.2563 ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้คำขวัญด้วยลายมือตนเองว่า “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่ พลเมืองไทย”

จะเห็นได้ว่า แต่ละคำขวัญวันเด็กจากนายกรัฐมนตรีที่มาจากพลเรือน และจากนายกรัฐมนตรีที่มาจากทหาร-ตำรวจ ของแต่ละปีนั้น จะมีการใช้คำที่ซ้ำๆ และใช้อยู่บ่อยๆ ในเรื่องวินัย, เรื่องการเรียน, เรื่องชาติ, เรื่องคุณธรรม, เรื่องขยัน, เรื่องประหยัด, เรื่องสามัคคี, เรื่องซื่อสัตย์ และเรื่องประชาธิปไตย

เป็นการแสดงให้เห็นถึงการที่รัฐบาลต้องการจะตอกย้ำคำขวัญเหล่านี้ ให้เข้าไปอยู่ในสมองของเด็กเพื่อให้จดจำ และนำไปปฏิบัติ และพยายามจะปลูกฝังคำขวัญดังกล่าวให้ซึมซาบเข้าไปอยู่ในสายเลือดของเด็กๆ เพื่อให้เด็กประพฤติตามคำขวัญวันเด็ก จนติดเป็นนิสัย

แต่น่าเสียดาย ที่วันเด็กแห่งชาติ ที่ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาชนทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จะจัดให้มีกิจกรรมด้านการบันเทิงเสียส่วนใหญ่ ละเลยกิจกรรมในด้านเนื้อหาสาระ เด็กๆ ที่มาร่วมงานในวันเด็ก ก็จะได้รับแต่เพียง ความบันเทิง รื่นเริง สนุกสนาน รับประทานอาหาร เครื่องดื่ม จับสลาก และรับของขวัญหอบกลับไปบ้าน พอไม่กี่วันผ่านไป คำขวัญที่นายกฯมอบให้เด็กๆ ก็ลืมไปแล้ว ลืมกระทั่งว่างานวันเด็กเขาจัดขึ้นมาเพื่ออะไรกัน ของขวัญที่ได้รับมาที่ด้อยคุณค่าในสายตา ก็โยนทิ้งถังขยะไปอย่างไม่แยแส

การจัดงานวันเด็กจึงควรจัดให้มีความสำคัญและมีความหมายกับเด็กจริงๆ กล่าวคือ นอกจากจะมีกิจกรรมด้านความบันเทิงให้เด็กๆ ได้สนุกสนานกันแล้ว ควรมีกิจกรรมด้านเนื้อหาสาระด้วย เพื่อปลูกฝังนิสัย ค่านิยม และวัฒนธรรม ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม มัธยัสถ์ อดออม ระเบียบวินัย ซื่อสัตย์ และแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การรักษาขนบธรรมเนียบและประเพณีอันดี มีจิตสาธารณะ รู้สิทธิ หน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคม ฯลฯ

เพื่อให้เด็กๆ ได้ซึมซาบรับสิ่งดีงามจากกิจกรรมด้านเนื้อหาสาระ จากงานวันเด็กนำไปประพฤตินำไปปฏิบัติ โดยมีพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู ประสาน คอยหมั่นอบรมอย่างต่อเนื่อง จึงจะเกิดผลที่จะทำให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพคับประเทศ โดยใช้งานวันเด็กแห่งชาติ เป็นตัวจุดประกายในการขับเคลื่อนเสริมสร้างเด็กๆ ให้มีศักยภาพความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล

ผดุง จิตเจือจุน
วุฒิอาสาธนาคารสมองจังหวัดสมุทรปราการ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เหยี่ยวถลาลม 14ม.ค.2562 : เรื่องที่เขย่าเก้าอี้ผบ.ตร.
บทความถัดไปวิกฤตตะวันออกกลาง โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช