สทท. หวั่นการเมือง-เศรษฐกิจ-ค่าเงิน กดดันท่องเที่ยวปี 63 โตต่ำ

นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวประเมินว่ายังมีทิศทางเติบโตได้ แต่ไม่สามารถโตได้ร้อนแรงเท่ากับช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าโตเต็มที่คงไม่เกิน 5% หากเทียบกับปี 2561 ซึ่งเรื่องที่กังวลมากที่สุด เป็นการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว จึงต้องกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หากประเทศไทยจะทำการท่องเที่ยวแบบเน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ โดยในขณะนี้มีปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ที่ความจริงแล้วนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาอาจใช้จ่ายเท่าเดิม หรือไม่น้อยกว่าเดิมมากนัก แต่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าหนักอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่อยู่ระดับ 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก็แข็งขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้เม็ดเงินหายไปเกือบ 10% สิ่งที่คาดการณ์ต่อจากนี้คือ ต้องการให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายมากขึ้นประมาณ 50,000 – 55,000 บาทต่อหัวต่อคน

นายชัยรัตน์กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายภาคการท่องเที่ยว ตลอดปี 2563 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยประมาณ 41 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.73% เมื่อเทียบกับปี 2562 สร้างรายได้ 2.05 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% ซึ่งมองว่าหากเหตุการณ์ในประเทศไทยเป็นไปตามปกติ ไม่ได้เกิดเหตุใดที่เหนือความคาดหมายขึ้น ก็มีโอกาสที่จะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยปัจจัยลบที่สร้างความกังวลและให้น้ำหนักมากที่สุด เป็นเรื่องการเมือง ภาวะเศรษฐกิจ ค่าเงินบาทแข็ง และมาตรการในการรองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่ไทยจะต้องพัฒนามากกว่านี้ ส่วนปัจจัยต่างประเทศ ทุกปัจจัยที่ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ ทั้งสงครามการค้าสหรัฐและจีน ข้อพิพาทสหรัฐและอิหร่าน ถือว่าสร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการสูงมาก เพราะส่งผลกับภาคการท่องเที่ยวทั้งหมดไม่มากก็น้อย โดยฐานนักท่องเที่ยวที่นิยมเข้ามาเที่ยวในไทย อันดับ 1 ยังเป็นจีน รองลงมาเป็นอินเดีย รัฐเซีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลี โดยการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเหล่านี้ ส่วนใหญ่ใช้เกิน 50,000 บาทต่อหัวต่อคน

นายชัยรัตน์กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ใกล้จะถึงนี้ ต้องยอมรับว่าคนในประเทศไทยให้ความสำคัญกับเทศกาลตรุษจีนน้อยลง แต่คนจีนยังให้ความสำคัญมากอยู่ สะท้อนได้จากการเริ่มหยุดทำงานแล้วบางส่วนของคนจีน โดยคนจีนจะเดินทางท่องเที่ยวในจีนหนาแน่นในช่วงตรุษจีน ทำให้คนจีนส่วนใหญ่ที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย นิยมออกเดินทางเที่ยวต่างประเทศในช่วงนี้ และไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางหลัก ที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมเดินทางมา เนื่องจากการใช้จ่ายในอัตราเทียบเท่ากัน ได้รับบริการและความสะดวกสบายมากกว่า หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ส่วนยอดจองที่พักหรือการเดินทางเข้ามา เนื่องจากขณะนี้นักท่องเที่ยวปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นิยมเดินทางมาเที่ยวกันเอง (เอฟไอที) จังตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พักเอง ทำให้ประเมินทิศทางได้ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร แต่เชื่อว่ามียอดจองโรงแรมที่พักในช่วงตรุษจีนแล้วกว่า 70-80% เพราะเบื้องต้นประเมินว่าตรุษจีนปีนี้ จะคึกคักมากกว่าปี 2563 แน่นอน โดยประมาณการณ์การเดินทางท่องเที่ยว ในช่วงเทศกาลตรุษจีนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวจีน ระหว่างวันที่ 24-30 มกราคม 2563 จำนวน 7 วัน คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา 1,016,000 คน โต 1.5% จากปี 2562 ที่มีจำนวน1,000,993 คน สร้างรายได้ 21,739 ล้านบาท โต 1.6% จากปี 2562 ที่สร้างรายได้ 21,391 ล้านบาท แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวจีน 312,000 คน โต 2% จากปี 2562 ที่มีจำนวน 306,568 คน สร้างรายได้ 8,392 ล้านบาท โต 2% จากปี 2561 ที่สร้างรายได้ 8,209 ล้านบาท

นายชัยรัตน์กล่าวว่า ข้อเสนอถึงภาครัฐคือ การต่ออายุมาตรการฟรีวีโอเอ ที่ภาครัฐต่ออายุให้ต่อเนื่อง ซึ่งยังคงต้องขยายเวลาการใช้มาตรการเพิ่มอีก เนื่องจากความจริงไม่ได้ต้องการให้ใช้มาตรการฟรีวีโอเอ แต่ต้องการให้ใช้มาตรการฟรีวีซ่า แต่ยังติดปัญหาในหลายด้าน จึงไม่สามารถทำได้ การต่ออายุฟรีวีโอเอ จึงเป็นแนวทางที่ทำได้ง่ายมากกว่า และควรต้องทำ เพราะปัจจุบันภาคการท่องเที่ยวมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น และหลายประเทศก็ใช้มาตรการฟรีวีซ่า เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้าประเทศตนเองมากขึ้น โดยมองว่ามาตรการฟรีวีโอเอ ต้องต่ออายุและประกาศใช้ภายในเดือนนี้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาเที่ยวเป็นกลุ่มใหญ่ สามารถเตรียมตัวในการเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยได้ทัน ซึ่งหากกลุ่มนักท่องเที่ยวเหล่านั้นเตรียมตัวไม่ทัน ก็จะไปเที่ยวในประเทศอื่นทดแทนทำให้ไทยเสียโอกาสและเสียรายได้

ในภาวะที่ประเทศไทยต้องการให้นักท่องเที่ยวหน้าใหม่เข้ามา และต้องเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำการตลาด โดยจะต้องมีแนวทางใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะประเทศที่มีศักยภาพ อาทิ รัสเซีย ที่กลับเข้ามาเที่ยวไทยแล้วในช่วงที่ผ่านมา หลังจากหายไปเป็นระยะเวลานานมาก รวมทั้งมองว่าตลาดอาเซียน เป็นตลาดที่สำคัญและมีแนวโน้มเติบโตดี รวมถึงมีความสามารถในการใช้จ่ายสูงมาก โดยประเมินแล้วมีเข้ามาเที่ยวไทยไม่ต่ำกว่า 12 ล้านคนแล้วในปี 2561 จึงต้องทำการเปิดตลาดเหล่านี้ให้มากขึ้น เพราะมองว่าการทำตลาดเพิ่มเติม เป็นปัจจัยบวกที่จะสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวในปี 2563 รวมถึงหากสามารถสร้างความมีมาตรฐานให้กับภาคการท่องเที่ยวได้จะเป็นส่วนช่วยกระตุ้นให้ภาคการท่องเที่ยวโตมากขึ้น เพราะมองว่าไทยยังมีข้อได้เปรียบมาก และเป็นที่รู้จัก ทั้งยังเป็นจุดหมายปลายทางของต่างชาติ หากเทียบกับประเทศอื่นนายชัยรัตน์กล่าว

นายชัยรัตน์กล่าวว่า สำหรับจากการสำรวจความคิดเห็นและความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจำนวน600 ราย พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในไตรมาสที่ 4 ปี 2562 เท่ากับ 88 ต่ำกว่าระดับปกติที่ 100 ค่อนข้างมาก สาเหตุมากจากปัญหาภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอการเติบโตลง เพราะได้รับผลกระทบจากการค้าระหว่างประเทศที่ชะลอตัว เนื่องจากนโยบายกีดกันการค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงของปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่ยังคงยืดเยื้อ กระทบต่อการผลิต การส่งออก และการลงทุน นอกจากนี้สหรัฐยังมีมาตรการระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) กับประเทศไทย ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวมากขึ้น รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าเงินบาทจะยังมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออก การจ้างงาน และอุปสงค์ในประเทศ ขณะที่กระทรวงการคลังและ ธปท.ได้ปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้เงินทุนไหลออกซึ่งจะช่วยปรับสมดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายและลดแรงกดดันที่มีต่อค่าเงินบาท รวมทั้งจะช่วยให้การทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศมีความสะดวกมากขึ้น

นายชัยรัตน์กล่าวว่า ประเมินไตรมาสที่ 1 ปี 2563 คาดการณ์ว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการท่องเที่ยวจะเท่ากับ94 ดีขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2562 แต่ยังคงต่ำกว่าระดับปกติ รวมทั้งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยือนไทย 11.02 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.08% จากไตรมาสเดียวกันของปี 2562 โดยผู้ประกอบการท่องเที่ยวมองว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 1 ของปี 2563 จะดีขึ้นจากไตรมาสที่ 4 ของปี 2562 เนื่องจากยังอยู่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่น และได้อานิสงส์จากการขยายเวลามาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า ด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือฟรีวีโอเอ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีวันหยุดเทศกาลสำคัญหลายเทศกาล อาทิเทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน วาเลนไทน์ และวันมาฆบูชา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘โยโควิช’ เผย ‘เอทีพี’ บริจาค 15 ล้านบาท สมทบกองทุนช่วยออสเตรเลียเหตุประสบไฟป่า
บทความถัดไป‘มาดามแป้ง’ ลุยเกาะติดเตรียมทัพ ‘สิงห์เจ้าท่า’ ใกล้ชิด ยอมรับศึกไทยลีก2020สุดเข้มข้น