โฆษกฯ ยันนายกฯ อยากพาคนไทยกลับบ้าน ไม่ได้ห่วงเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าชีวิต

รายการโหนกระแสวันที่ 30 ม.ค. “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.20 น. ทางช่อง 3 กดเลข 33 เกาะติดไวรัสกรณีที่เชื้อ “ไวรัสโคโรนา” สายพันธุ์ใหม่ระบาด โดยวันนี้ได้เปิดใจสัมภาษณ์ “ดร.นฤมล ภิณโญสินวัฒน์” ตัวแทนรัฐบาล โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี  และ “ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยาสุนนท์” รองผู้อำนวยการสำนักวิชาการสุขภาพจิตและโฆษกกรมสุขภาพจิต
ขอเป็นตัวแทนชาวบ้าน ถามตรงไปตรงมา ปัจจุบันไวรัสโคโรนายอดผู้เสียชีวิต 170 คนในจีน และติดเชื้อทั้งโลกปาไป 8 พันคน ในไทยเอาแน่ๆ ตัวเลขเท่าไหร่?
ดร.นฤมล : “ที่สาธารณสุขได้ตรวจสอบและยืนยันแล้วเมื่อวาน ตัวเลขล่าสุดคือ 14 คน แต่ 8 คนหายแล้ว รักษาจนหายแล้วหมออนุญาตให้กลับบ้าน เหลืออีก 6 ที่อยู่ในรพ. และอาการดีขึ้นทุกคน ซึ่งสาธารณสุขได้ชี้แจงไปเมื่อวาน”
อีกมุมนึง วันนี้มีการประกาศว่ามีคนไทยสองคนไม่เคยไปอู่ฮั่นเลย อยู่ดีๆ มีอาการ แล้วกำลังจะแถลงว่าเป็นไวรัสโคโรนาหรือเปล่า?
ดร. นฤมล : “ตรงนี้ต้องรอทางสาธารณสุขตรวจยืนยันและแถลงเองนะคะเพื่อความชัดเจน”
ในมุมชาวบ้าน เขาถามว่าทำไมรัฐบาลไม่ปิดกั้นพรมแดนหรือห้ามชาวจีนเข้ามาในไทย?
ดร. นฤมล : “จริงๆ ทางจีนเขาห้ามตั้งแต่ต้นทางแล้ว เขาปิดเมืองอู่ฮั่นไม่ให้คนเข้าออก เมื่อ 20 ม.ค. ปิดเพิ่มอีก 13 เมือง และขอความรวมมือไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศ กรุ๊ปทัวร์ก็หายไปเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อวานที่ท่านรองอนุทินท่านให้สัมภาษณ์ไปแล้ว น่าจะทำให้กรุ๊ปทัวร์หายไป 80 เป อร์เซ็นต์แล้วค่ะ ถ้าเทียบกับสัดส่วนเดิม แล้วถ้าดูตัวเลขจากนักท่องเที่ยวจีนจากอู่ฮั่นก่อนปิดเมือง ข้อมูลจากสตม. ตรวจคนเข้าเมืองพบว่าคนจีนเข้ามา 2 หมื่นคนตั้งแต่ต้นปี”
ไม่ใช่ 5 ล้านคน?
ดร. นฤมล : “อันนั้นข่าวปลอม ผิดจรรยาบรรณ สมาคมสื่อเขาก็ตักเตือนกันเอง เพราะเป็นการให้ข้อมูลเท็จ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก ตอนนี้กลับไปแล้ว หมื่นเจ็ดกว่าๆ เหลืออยู่ประมาณ 2 พันที่เขากลับไม่ได้ เพราะเขาเข้าเมืองเขาไม่ได้ และกำลังหาเส้นทางไปพำนักที่ไหน”
ฮ่องกงควบคุมการเดินทางข้ามแดนกับจีน รัสเซียปิดพรมแดน 9 แห่ง มาเลเซยระงับการออกวีซ่าให้ชาวจีน ฟิลิปปินส์ระงับออกวีซ่าปลายทาง เมียนมาร์ปิดเมืองเศรษฐกิจ เกาหลีเหนือสั่งปิดชายแดน สิงคโปร์ห้ามผู้ถือพาสปอร์ตจีนเข้าประเทศ ไต้หวันระงับการออกวีซ่าให้พลเรือนจีนทั้งหมด สหรัฐเตรียมยุติเส้นทางการบินสหรัฐ-จีน ทั้งหมดเป็นวิธีป้องกันของประเทศเขาเอง แล้วย้อนมาที่ไทย เหมือนเราต้องรอให้จีนขอความร่วมมือแต่ถ้ามีคนหลุดรอด เราก็เดือดร้อนกันอีก ทำไมไม่มีมาตรการปิดซะเลย?
ดร. นฤมล : “ก็มีการหารือกันนะคะ ในที่ประชุมครม. แต่เป็นประเด็นที่ต้องหารือกันหลายฝ่ายที่มากกว่าแค่ในครม. ก็เลยมีการมอบให้คณะกรรมการที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ชื่อคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ ไปหารือในรายละเอียดว่ามีมาตรการอะไรเพิ่มเติม เนื่องจากเขาก็ต้องประเมินสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน และเขาก็เตรียมไว้แล้ว 5 ระดับว่าต้องทำอะไรบ้าง ตรงนี้ต้องมีการเจรจากัน”
มีข่าวออกมาว่ารัฐบาลเกรงว่าจะกระทบการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ?
ดร. นฤมล : “คงไม่ใช่ เพราะตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนหายไป 80 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้วอย่างที่เรียน ท่านนายกฯ ก็เน้นย้ำเสมอว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือชีวิตและสุขภาพของประชาชน เรื่องเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในความเป็นห่วงของนายกฯหรือครม. เลย ที่หารือกันคือมาตรการที่น่าจะเหมาะสม วันที่คุยกันก็คิดว่าน่าจะต้องหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป คณะกรรมการชุดนี้ที่ได้รับมอบหมายจากท่านนายกฯ และครม.รับทราบแล้ว เขาต้องไปดูแลว่าต้องต้องขยับปรับมาตรการอะไรมั้ย”
ยืนยันไม่ได้ต้องการเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าสุขภาพคนไทย?
ดร.นฤมล : “ไม่ใช่เลย เพราะเศรษฐกิจยังไงก็ต้องได้รับผลกระทบอยู่แล้ว เราต้องยอมรับตรงนี้ ต้นทางหายไป 80 เปอร์เซ็นต์”
ไม่มีนโยบายไม่ให้คนจีนเข้ามา?
ดร. นฤมล : “แม้กระทั่งองค์กรอนามัยโลกก็ไม่ได้แนะนำว่าต้องปิดการค้า ปิดการเดินทางของประชาชน แต่อย่างที่เรียน ถ้าสถานการณ์มันเปลี่ยน ก็ต้องไปพิจารณามาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติม”
ท่านนายกฯ ไม่สบาย?
ดร. นฤมล : “ท่านพักอยู่ค่ะ แต่ยังไม่ได้รับการยืนยัน น่าจะไม่ใช่โคโรนาค่ะ”
อีกมุม เรื่องการช่วยเหลือคนไทยกลับมาประเทศไทย มันติดขัดอะไร?
ดร.นฤมล : “ไม่ได้ติดขัดอะไรเลยค่ะ ตั้งแต่เขาเริ่มปิดเมือง ท่านนายกฯ ก็สั่งให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเตรียมการ เตรียมความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือคนไทย สถานกงสุลที่จีนก็ทำการประสาน เอาเฉพาะในอู่ฮั่นก่อนตอนแรกก็มีการลงทะเบียน มีการประชุมด้วยคิวอาร์โค้ด ตัวเลขล่าสุดมีคนขึ้นทะเบียนกับทางกงสุลแล้ว 161 คน ซึ่งตรงนี้ทางกระทรวงต่างประเทศเตรียมความพร้อมในการเข้าไปนำคนไทยออกมา แต่เป็นเรื่องระหว่างประเทศ หลายคนอาจเข้าใจว่าท่านนายกฯ ก็สั่งเอาเครื่องบินไปสิ ไปเอาคนไทยกลับเข้ามาเลย แต่ในเมื่อประเทศเขามีมาตรการไม่ให้คนเข้าออก เราก็ต้องเคารพมาตรการของเขา ขณะเดียวกัน ทางการจีนเขาให้ความเชื่อมั่นว่าเขาจะดูแลคนไทยให้ดีที่สุด เราก็ต้องเคารพมาตการเขาตรงนี้ เพราะถือว่าเขารับผิดชอบผู้ที่อยู่ในพื้นที่ตรงนี้ ถ้าออกไปแล้วเกิดการแพร่ระบาดของโรค ก็เป็นความรับผิดชอบของเขาเช่นเดียวกัน เราก็ต้องเคารพมาตรการของเขา อย่างไรก็ตาม ท่านนายกฯ ซึ่งหารือกับกระทรวงการต่างประเทศมาตลอด ตอนนี้ก็เตรียมความพร้อม ถ้าทางการจีนอนุญาตให้ไปเมื่อไหร่ ไปวันนี้เราก็พร้อม จะเป็นเครื่องบินพาณิชย์ ถ้าอนุญาตปั๊บ 30 ม.ค. ก็ไปได้เลย”
เห็นบอกว่าตอนแรกมีนโนบายให้ไปวันที่ 4 ?
ดร.นฤมล : “ไม่ได้ยืนยันว่าวันที่ 4 แต่อย่างที่เรียน ถ้าวันนี้เขาอนุญาตเราก้ไปได้เลย เราพร้อมอยู่แล้ว เพราะไปถึงพื้นที่ 161 คน เราไม่สามารถนำพาเขาออกมาได้ เขาก็มีการเตรียมการที่จะพาทั้ง 161 คนว่าจะรวมพลตรงไหน จุดไหนอย่างไร ใครเป็นผู้ประสานงาน เขาก็มีการประสานไว้แล้ว”
ญี่ปุ่นเที่ยวบินแรกที่เอาคนญี่ปุ่นกลับไป 200 คน มี 3 คนที่ติดเชื้อไวรัส ทางไทยยังไง?
ดร. นฤมล : “ทุกคนที่กลับมา ก็คงไมได้กลับบ้านทันทีแน่นอน ต้องกักกันอย่างน้อย 14 วันเพื่อดูอาการ”
ได้รับข้อความนึงส่งเข้ามาว่ามีสามีเป็นนักบิน อยากขอว่าทำไมภาครัฐไม่ปิดเส้นทางการบินไปจีน มันทำให้แอร์โฮสเตส กัปตันต้องไปพักในโรงแรมในจีนและอาจมีภาวะติดเชื้อตรงนี้กลับมาด้วย ทำไมไม่มีนโยบายหยุดบิน?
ดร. นฤมล : “ก็ไม่ใช่ทุกประเทศหยุดบิน เขาก็มีไฟลต์ปกติอยู่ ก็อย่างที่เรียน แต่ละประเทศรวมทั้งประเทศเราเองก็ต้องพิจารณาตามห้วงเวลา ในแง่ความละเอียดอ่อนระหว่างประเทศด้วย อย่างที่เรียนเมื่อเขาใช้มาตรการเข้มข้นสูงสุด และเขายืนยันว่าจะดูแล ในแต่ละเมืองไม่ใช่มณฑลหูเป่ยนะคะ ในมณฑลอื่นก็ให้คนไทยขึ้นทะเบียน ถ้าไม่ใช่เมืองที่ถูกปิด สามารถเดินทางกลับได้ ไม่มีอะไรติดขัด”
ตอนนี้เขาพูดกันว่ารัฐบาลมัวแต่ง้าง แต่ไม่ยิงซะที เหมือนต้องรอฝั่งโน้น?
ดร.นฤมล : “เพราะมันเป็นพื้นที่ประเทศเขา เราต้องรอให้เขาอนุญาต”
ไม่สามารถทำในมุมเราเองได้เลยเหรอ?
ดร.นฤมล : “มีการเจรจาอยู่อย่างใกล้ชิดค่ะ  นายกฯ เองเมื่อวานที่อยู่สุวรรณภูมิ ท่านก็ได้ต่อสายคุยกับอุปทูตจีน และขอเจรจาเพื่อให้เราเข้าไปรับคนไทย ท่านก็มีความเป็นห่วงคนไทยเหมือนที่พวกเราเป็นห่วง ท่านนายกฯ ก็ความรู้สึกเดียวกันกับเรา แต่ว่าประเทศเขา กฎหมายเขา แต่ในไม่ช้าหรอกค่ะ เพราะเขาก็ทราบว่าเราพร้อมหมดแล้ว ภายในวันไหนก็คงเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้”
มีสื่ออังกฤษรายงานโจมตีทางไทยว่าไทยไม่สามารถหยุดการแพร่เชื้อระบาดโคโรนาได้ และจะเกิดเคสให้เห็นจำนวนมากขึ้น เพราะไทยรับนักท่องเที่ยวจีนเข้าประเทศมากเกินไป ผู้ติดเชื่อ 13 รายถือว่าสูงสุดรองจากจีน?
ดร. นฤมล : “เข้าใจว่าข่าวนี้น่าจะเป็นข่าวที่ไปสัมภาษณ์ท่านอนุทิน แล้วไปพาดหัวหรือไปโค้ดคำพูดที่ไม่ตรง ท่านก็ได้ต่อว่าไปทางสำนักพิมพ์แล้วว่าเป็นข้อมูลที่บิดเบือน เมื่อวานที่ได้ต่อสายคุยกัน ท่านบอกว่าท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะไปพูดมั่วๆ แบบนี้ได้ยังไง เป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าเราคุมไม่ได้ กำลังระบาด ท่านไม่เคยพูด ท่านเพียงแต่บอกว่ามาตรการที่เราคุมเข้มในการคัดกรองแบบเข้มข้น เมื่อเราคัดกรองเข้มข้นมันก็จะพบมากขึ้น การพบจำนวนผู้ที่เข้าข่ายเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องไม่ดีเสมอไป หมายความว่ามาตรการเรามีประสิทธิภาพในการค้นพบและต้องเรียนว่าโรคนี้เป็นโรคระบาด แต่มันป้องกันได้ รักษาหายได้ เหมือนอย่างที่เห็นใน 8 คนแรกก็หายหมดแล้ว คนใหม่ที่ตรวจพบก็อยู่ระหว่างการรักษา ก็ดีขึ้นตามลำดับ ถ้าประชาชนเข้าใจตรงกันว่าหนึ่งรักษาหายได้จะได้ไม่ต้องตื่นตระหนก สองต้องป้องกันตัวเอง โดยกรมอนามัยและกรมควบคุมโรคเขาก็ให้ข้อมูลหรือหน่วยงานอื่นก็ให้ข้อมูลกันตลอด หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเช่นคมนาคม ท่านรัฐมนตรีท่านก็ให้นโยบายไปที่ท่าอากาศยาน กรมขนส่งให้ทำการฆ่าเชื้อ พื้นที่ที่มีประชาชนแออัด เช่นสนามบิน ขนส่งรถ เขาก็ทำความสะอาดเข้มข้น ฆ่าเชื้อหมด มันก็จะช่วยลดการแพร่ระบาด”
ก่อนหน้านี้มีความสับสน มีข่าวจากรัฐมนตรีบางท่านบอกว่าคนไทยไม่ได้ร้องจะกลับเลย แต่คนไทยบอกว่าอยากกลับบ้าน?
ดร.นฤมล : “คงเป็นคำพูดที่เข้าใจผิดกันไปแล้วไปโค้ดข่าว  คือถ้าเราอยู่ในสถานการณ์ตรงนั้นที่ออกไปไหนไม่ได้ เหตุการณ์เปลี่ยนไปในแต่ละวัน  ถ้าได้มีโอกาสคุยกับนศ. เหล่านั้น ช่วงแรกๆ เขาจะตื่นตระหนกเยอะ ซึ่งเป็นปกติ แต่หลังจากนั้นกระทรวงต่างประเทศติดต่อเข้าไป แนะนำว่าหาอาหารที่ไหน จีนเข้าไปช่วยเหลือเพิ่มเติม มีอาหารให้วันละ 2 มื้อ ตอนนี้ก็สบายใจมากขึ้น แต่ถามว่าอยากกลับบ้านมั้ย ทุกคนก็อยากกลับเพราะไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป และถามว่ารัฐบาลอยากพาทุกคนกลับบ้านมั้ย เราก็อยากพาทุกคนกลับบ้าน เราไม่เคยลังเลเลย เราติดต่อตั้งแต่วันแรกว่าขอให้เราพาคนไทยกลับบ้าน”
ทำไมญี่ปุ่นกับสหรัฐพาคนของเขากลับได้?
ดร. นฤมล : “คือแต่ละประเทศเขาก็มีปัจจัยในการที่จะเจรจาหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือปัจจัยประกอบต่างกัน ของไทยไม่ช้าก็ได้กลับค่ะ”
ล่าสุดเจอสองคน คนขับแท็กซี่รอแถลง สมมติเป็นขึ้นมาจะไปไกลมั้ย เหมือนเขาไม่เคยไปอู่ฮั่น อาจไปขับรถให้ชาวจีน แล้วติด?
ดร. นฤมล : “ก็อย่างที่เรียน คณะกรรมการชุดนี้คงต้องไปขยับมาตรการให้เหมาะสม เพราะ ณ วันที่ประเมินกันเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ยังไม่มีการติดต่อภายในประเทศ มีแต่ผู้ที่รับเชื้อจากจีนทั้งสิ้น ปัจจัยเปลี่ยนไปเขาก็ต้องไปปรบเปลี่ยนแผน 5 ระดับอย่างที่เคยบอกไป”
จริงหรือเปล่ารัฐบาลรู้อยู่แล้วตั้แต่แรกว่ามีเรื่องราวไวรัสลึกลับแต่ปิดข่าว?
ดร. นฤมล : “ไม่มีค่ะ ถ้าเรื่องการปิดข้อมูล ท่านนายกฯ ย้ำเลยตั้งแต่เกิดการคัดกรอง จะเห็นว่าเราคัดกรองตั้งแต่ม.ค.ปี 63 พบผู้ติดเชื้อรายแรก เราประกาศเลยและให้เตรียมตัวและเฝ้าระวัง และย้ำว่าต้องไม่มีการปิดบัง หรือแม้กระทั่งปรุงแต่งข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น ให้ประชาชนรับข้อมูลที่เป็นจริงให้มากที่สุด”
อ.วรตม์ ตอนนี้คนไทยในมุมมองอาจารย์ ในฐานะเป็นจิตเวช มองยังไง?
ดร.นพ. วรตม์ : “ผมว่าเรามีความกลัว ความวิตก ซึ่งไม่ใช่แค่คนไทย เป็นกันทั่วโลก เวลาเกิดภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาด ทุกคนจะตอบสนองคล้าๆย กัน ความวิตกกังวล มาพร้อมความกลัว เข้าใจว่าได้รับข้อมูลไม่เพียงพอเลยทำให้เกิดความกลัว แล้วเกิดเป็นความโกรธ มีการโทษสิ่งต่างๆ โทษระบบ คนที่อยู่รอบตัว โทษเพื่อนข้างบ้าน โทษประเทศอื่นที่นำเชื้อโรคเข้ามา ตรงนี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ ทุกคนมีความโกรธความกลัวได้ แต่ทุกคนมีตัวกระตุ้นที่สำคัญคือข่าวลือหรือข่าวปลอม ที่กระตุ้นให้ความกลัวนั้นมันมากขึ้นผิดปกติ”
แล้วจะจัดการยังไง?
ดร.นพ.  วรตม์ : “อย่างแรกเลยตอนนี้เอาเวลาอ่านข่าว ต้องทราบก่อนว่าข่าว ณ ปัจจุบัน มีคนบอกว่าเราไม่ได้รับข่าวสารจากภาครัฐ ตอนนี้รัฐให้ข้อมูลมากมายมหาศาล แต่เราอยู่ในมหาสมุทรใหญ่ของข่าวสาร ตอนนี้มีคนสนใจเยอะ อย่างโหนกระแสวันนี้ก็วันที่ 4 แล้ว ข้อมูลมันเยอะมากๆ เราทำงานหนักมากๆ สาธารณสุขทำงานกันหนักมากแต่เนื่องจากเรามีข้อมูลเยอะมาก บางครั้งอาจไม่ได้เลือกข้อมูลที่เป็นทางการออกมา ซึ่งข้อมุลข่าวสารปลอมต้องยอมรับว่าไม่ใช่แค่ประชาชนอย่างเดียว ที่มีความลำบาก สื่อเองก็มีความลำบากในการนำเสนอ เพราะไม่รู้ว่าแหล่งนี้จริงหรือปลอม นำเสนอไปจะถูกต้องหรือเปล่า ผมว่าสิ่งที่จะกำจัดความกลัวได้คือความเห็นอกเห็นใจ ถ้าเริ่มจากให้ข้อมูลที่ถูกต้องซึ่งกันและกัน อย่าสนใจข่าวที่ทำให้เกิดความตระหนก ความกลัว ให้กำลังใจกัน เวลาเจอเราป้องกันดีที่สุดแล้ว ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ความกลัวจะค่อยๆ ลดลง เมื่อความกลัวในครอบครัวลดลง ทีนี้ก็จะส่งต่อไปเพื่อนมนุษย์เช่นชาวจีน เขาเองก็กลัว ถ้าเราส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้ เราป้องกัน ปัญหาจะไม่เกิดขึ้น”
ตอนนี้มีข่าวลือว่าไวรัสตัวนี้ คนเสียชีวิต 100 กว่าคนในจีน แล้วอยู่ดีๆ จีนประกาศปิดประเทศ คนเลยตื่นตระหนกว่าไวรัสตัวนี้มีอะไรมากกว่านั้นหรือเปล่า เหมือนในไทยบอกว่าไวรัสตัวนี้ไม่ได้น่ากลัว หรือท่านอนุทินบอกว่าเหมือนหวัด ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนว่ามีการซ่อนความจริงไว้หรือเปล่า?
ดร.นฤมล : “มันไม่มีการซ่อนความจริงใดๆ ทั้งสิ้น อย่างที่เรียนว่าให้ฟังข้อมูลข่าวสารจากทางการเป็นหลัก คือกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค หรือศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน เราก็ให้ข้อมูลมาโดยตลอดว่าสถานการณ์เชื้อเป็นอย่างไร สิ่งที่ต้องช่วยกันให้สังคมเข้าใจ ย้ำอีกครั้งมันรักษาหายได้และพิสูจน์แล้ว 8 คนแรกหายหมดแล้ว และป้องกันได้ มันไม่ใช่ว่าเป็นแล้วเสียชีวิตทุกคน แล้วทำให้ตื่นตระหนก ประเทศจีนประชากรเยอะมาก และเป็นแหล่งเกิดการแพร่ระบาด แต่ของเรารักษาหายได้และรักษาไปแล้ว อยากให้เกิดความสบายใจ ถ้าเทียบกันกับไข้หวัดนก ซาร์ส ซึ่งรุนแรงมากกกว่า”
ดร.นพ. วรตม์ : “ประเทศไทยผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มาหลายรอบแล้ว เราก็จัดการได้”
ดร. นฤมล : “แล้วมีข้อมูลที่จอห์น ฮอบกินจัดอันดับ ว่าประเทศไทยเป็นอันดับ 6 มีความพร้อมในการควบคุมการแพร่ระบาด เราเองก็มีกระบวนการคัดกรองของเราที่ได้มาตรฐานในองค์การอนามัยโลกให้การยอมรับ  มีแต่เราเองที่ไม่เชื่อมั่นและตระหนก ถ้าเราได้รับข้อมูลเหล่านี้ เราจะรู้ว่าเราอยู่ในประเทศที่มีความพร้อมในเรื่องระบบสาธารณสุขระดับโลก”
ถ้าคนไทยมองว่าทำไมไม่มีการกั้นคนจีนเข้ามา สองการไปรับคนไทยในอู่ฮั่นเมื่อไหร่จะดำเนินการ?
ดร. นฤมล : “มันเป็นเรื่องกฎหมายของเขาและมาตรการเขา แต่อย่างที่เรียน เร็วๆ นี้เขาคงอนุญาตให้เราเข้าไป เพราะพร้อมหมดแล้ว ตอนนี้รอการยืนยัน”
เขากลัวคนเหล่านั้นเป็นแล้วกลับมาหาเราเหรอ?
ดร. นฤมล : “ตรงนั้นเป็นเรื่องระหว่างประเทศ ซึ่งตัวเองไม่ได้ไปอยู่ในกระบวนการเจรจา”
คนกลับมาต้องเสียตังค์ค่ากลับมั้ย?
ดร. นฤมล : “ยังไม่ได้คุยรายละเอียด ถ้าของญี่ปุ่นเขาคิดค่าตั๋ว แต่ของเรายังไม่ได้คิดถึงตรงนั้น ยังไงรัฐบาลก็ต้องดูแลเต็มที่อยู่แล้วค่ะ”
อยากฝากอะไร?
ดร.นพ. วรตม์ : “ข่าวลือเป็นคนที่ทุกคนควรร่วมด้วยช่วยกัน อย่างแรกอ่านข่าวอย่าเพิ่งเชื่อ ค่อยๆ พิจารณา ระวังเรื่องธงในใจตัวเอง เพราะบางครั้งเราเชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ ถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ ถูกใจแต่ไม่ถูกต้อง ตรงนี้ต้องอ่านข่าวอย่างมีสติ ข่าวไหนที่เป็นอันตรายต่อสังคม ช่วยกันรีพอร์ต ช่วยกันส่งตต่อครับ”
QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image