สกู๊ป หน้า 1 : ภาคประชาชนแอ๊กชั่น รุกกม.อากาศสะอาด

ทั่วโลกกำลังหวาดวิตกกับโรคอุบัติใหม่ ไวรัสโคโรนาŽ สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือเรียกกันตามต้นตอแหล่งแพร่ระบาด ไวรัสอู่ฮั่นŽ จากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน

การอาละวาดของเชื้อไวรัสชนิดนี้เมื่อถึงจุดหนึ่งน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เช่นเดียวกับโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง (ซาร์ส) และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (เมอร์ส) ก่อนหน้านี้
แต่ความตื่นตระหนกไปทับซ้อนบดบังปรากฏการณ์ขาประจำที่ไทยต้องเผชิญ มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น นั่นคือปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ที่ไม่เพียงกระทบต่อสุขภาพประชาชน ยังขยายวงกว้างไปถึงบรรยากาศการท่องเที่ยว ลำพังภาครัฐผลักดันหลายมาตรการขึ้นมาควบคุมแหล่งแพร่กระจายพีเอ็ม 2.5 อาจเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้ภาคเอกชนที่ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหานี้เตรียมผลักดันกฎหมายเพื่อกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ มีหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจน ไม่ใช่เพียงเฉพาะกิจ

กลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือกันของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า กำลังเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.
การบริหารจัดการเพื่อความสะอาดของอากาศ หรือกฎหมายอากาศสะอาด รวบรวมชื่อเสนอนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เพื่อนำเข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร และเตรียมเข้าหารือ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมผลักดัน

จุดประสงค์หลักในการผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อพัฒนาและบูรณาการระบบการบริหารจัดการทุกภาคส่วน วางระบบป้องกันการปล่อยมลพิษเข้าสู่สภาพแวดล้อมและชั้นบรรยากาศ บริหารจัดการระบบงบประมาณ การพัฒนามาตรฐานคุณภาพอากาศ ระบบการประเมินคุณภาพอากาศ ระบบการเฝ้าระวัง ระบบการเตือนภัยจากสถานการณ์อากาศ ระบบการจัดการในสถานการณ์วิกฤต ระบบการพัฒนาองค์ความรู้

สาระสำคัญของร่างกฎหมายจะเป็นการบูรณาการหน่วยงาน 9 กระทรวง 3 สำนัก ภาคประชาชนและภาคเอกชนในการบริหารจัดการอากาศสะอาด โดยผ่าน คณะกรรมการอากาศสะอาดŽ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธานคนที่หนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นรองประธานคนที่สอง พร้อมด้วยกรรมการ ได้แก่ ระดับรัฐมนตรีว่าการ 9 กระทรวงคือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับการป้องกันหรือแก้ไขคุณภาพอากาศไม่เกิน 8 คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ ซึ่งต้องมีผู้แทนภาคเอกชนร่วมอยู่ด้วยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และให้มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นกรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่เสนอนโยบายและแผนการจัดการให้มีระบบสภาพแวดล้อมของชั้นบรรยากาศที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาด ยุทธศาสตร์ เสนอแนะมาตรการด้านการเงิน การคลัง ภาษี และการส่งเสริมการลงทุนด้านนี้ต่อ ครม. รวมถึงแผนปฏิบัติการการพัฒนาคุณภาพอากาศของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งในจุดนี้ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการอากาศสะอาดในระดับจังหวัด และกลุ่มจังหวัด

ภายใต้กฎหมายฉบับนี้จะมีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาดในชั้นบรรยากาศโดยทั่วไปตามมาตรฐานสากล กำหนดค่ามาตรฐาน คุณภาพอากาศสะอาดเพื่อการฟื้นฟูคุณภาพอากาศ จัดทำรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาด
วางระบบการตรวจคุณภาพอากาศและพัฒนาระบบฐานข้อมูลคุณภาพอากาศ จัดเก็บข้อมูลพื้นฐานของแหล่งมลพิษต่างๆ จัดทำรายงานผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่อยู่ในระดับวิกฤต รวมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ แนวปฏิบัติการกำกับทิศทางและการจัดสรรงบประมาณพัฒนา และปรับปรุงกรอบแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการทุก 3 ปี

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มี คณะกรรมการมลภาวะทางอากาศŽ โดยมีปลัดกระทรวง ทส.เป็นประธาน กรรมการระดับอธิบดีจากกรมการปกครอง กรมการขนส่งทางบก กรมเจ้าท่า กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมคุณภาพและสิ่งแวดล้อม ผอ.สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผอ.สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน ซึ่งคณะกรรมการอากาศสะอาดแต่งตั้งขึ้น และอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เป็นกรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่กำหนดค่าความเป็นพิษ ให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีประกาศกำหนดเขตพื้นที่แหล่งมลพิษทางอากาศ

สำหรับแหล่งมลพิษทางอากาศตามกฎหมายนี้ กำหนดให้ระดับจังหวัดหรือระดับอำเภอกำหนดไว้ในแผนที่ข้อมูลสารสนเทศตามช่วงระยะเวลากรรมการอากาศสะอาดกำหนด แบ่งเป็นแหล่งมลพิษโรงงานอุตสาหกรรม แหล่งมลพิษการเผาในที่โล่ง แหล่งมลพิษการก่อสร้าง แหล่งมลพิษจากยานพาหนะ แหล่งมลพิษทางอากาศที่อยู่ในราชอาณาจักร และแหล่งมลพิษทางอากาศอื่นๆ
จากนั้นให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ มาตรฐานความปลอดภัย เพื่อกำหนดขอบเขตที่มลพิษทางอากาศจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อพัฒนาระบบจัดการสภาพแวดล้อม ให้จัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ และติดตาม แจ้งเตือนประชาชนในเขตพื้นที่ รวมถึงกำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุน ภาษี การออกกฎกระทรวงกำหนดชนิดและประเภทของมลพิษ ประสานงาน และจัดทำรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์มลพิษเสนอคณะกรรมการอากาศสะอาดทุก 3 เดือน เป็นต้น พร้อมเป็นการให้อำนาจเจ้าพนักงานเพื่อความสะอาดอากาศให้การจัดเก็บข้อมูล เรียกให้ข้อมูล หรือเข้าตรวจสอบพื้นที่

นอกจากนี้จะมีการกำหนดบทลงโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และไม่อำนวยความสะดวกเจ้าหน้าที่ในรูปของค่าปรับ

บนความคาดหวังที่ว่า เมื่อกฎหมายนี้บังคับใช้ในทางปฏิบัติ ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงลดสถานการณ์พีเอ็ม 2.5 ให้บรรเทาเบาบางลง ยังต่อยอดตอบโจทย์ปัญหามลพิษอื่นควบคู่ไปด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้หน้า 1 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563
บทความถัดไปฝ่ายค้านยื่นซักฟอก บิ๊กตู่ และ 5 รมต. : กราฟฟิกหน้า 1 นสพ.มติชน 1 กุมภาพันธ์ 2563