มินิ คูเปอร์ เอสอี รถไฟฟ้า ราคา 2.29 ล้าน-มีแค่ 25 คัน

นายปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย เปิดเผยว่า มินิ ประเทศไทย เปิดตัว มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกจากมินิ เป็นการเผยโฉมในประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก นับเป็นก้าวสำคัญแห่งการปฏิวัติการขับขี่ด้วยพลังงานสะอาด แต่ยังคงความสนุกเร้าใจสไตล์โกคาร์ทในตำนาน พร้อมรูปโฉมที่เป็นเอกลักษณ์ของมินิ สืบทอดตำนานความคลาสสิกตามแบบฉบับมินิ 3 ประตู

โดยระบบส่งกำลังและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการจ่ายพลังงานไฟฟ้าไปยังระบบต่างๆ จะติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของรถในโครงสร้างรูปทรงท่อ ส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูงพัฒนาขึ้นมาสำหรับมินิ คูเปอร์ เอสอีโดยเฉพาะ ประกอบไปด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้รถ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง

มอเตอร์ไฟฟ้าในมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ ไม่เพียงมีขนาดเล็กกว่าเครื่องยนต์สันดาปทั่วไป แต่ยังมีน้ำหนักเบากว่ามาก จึงทำให้กระจายน้ำหนักสู่เพลาได้อย่างสมมาตรยิ่งขึ้นเมื่อผสานกับจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำทำให้คล่องตัว ควบคุมได้แม่นยำและง่ายดายขึ้น แม้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง และยังเกาะถนนมากขึ้นจากตำแหน่งที่ตั้งของแบตเตอรี่แรงดันสูงบริเวณใต้ท้องรถ ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้าไปจนถึงบริเวณใต้เบาะหลัง

การติดตั้งแบตเตอรี่ที่ใต้ท้องรถเช่นนี้ ทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี มีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระมากกว่ารุ่นอื่นๆ และเพื่อเป็นการสร้างระยะห่างจากแบตเตอรี่ใต้ท้องรถและพื้นถนน มินิ คูเปอร์ เอสอีจึงได้รับการออกแบบให้สูงกว่ามินิรุ่นอื่นๆ 18 มิลลิเมตร

ขุมพลังไฟฟ้าเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้พัฒนาขึ้นส่งพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์/184 แรงม้า และด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร อัตราเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.3 วินาที ความเร็วสูงสุดได้ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในการวิ่งได้ระยะทางสูงสุดราว 217 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC)

มีการติดตั้งระบบการจำลองเสียง เพื่อเตือนคนเดินถนน เป็นเสียงเฉพาะสำหรับรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอี เท่านั้น โดยจำลองเสียงผ่านทางระบบลำโพงสำหรับขณะขับขี่ทีความเร็วต่ำ

ทุกชิ้นส่วนของระบบการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จะได้รับการปกป้องด้วยโครงสร้างออกแบบมาเป็นพิเศษ และจะหยุดการทำงานทั้งหมดทันทีหากได้เกิดการชน ในส่วนของวงจรอิเล็กทรอนิกส์ จะอยู่ภายใต้กันชนและโครงสร้างมอเตอร์เสริมความแข็งแกร่งขึ้น ส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูงจะติดตั้งอยู่ภายในแผ่นรองฐานใต้ท้องรถ ออกแบบมาเพื่อป้องกันชิ้นส่วนแบตเตอรี่โดยเฉพาะ

นายปรีชากล่าวว่า เทคโนโลยีช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนาและตั้งค่ามาเพื่อมินิ คูเปอร์ เอสอีโดยเฉพาะ โดยจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่าของมินิ คูเปอร์ เอส อย่างน้อย 30 มิลลิเมตร ยกระดับประสิทธิภาพในการกระจายน้ำหนักและการเข้าโค้ง

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) เสริมความสนุกสนานขณะขับขี่ โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน มีโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ สปอร์ต (Sport), มิด (MID), กรีน (GREEN) และกรีน พลัส (GREEN+) ช่วยเพิ่มระยะทางในการขับขี่ โดยการจำกัดหรือหยุดการทำงานของระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ระบบปรับอากาศหรือระบบอุ่นเบาะที่นั่ง เป็นต้น

ติดตั้งเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป คือการนำพลังงานจากการเบรกกลับมาใช้ใหม่ (regenerative brake) ทำให้รถชะลอความเร็วทันทีที่ผู้ขับยกเท้าออกจากคันเร่ง จึงสามารถลดความเร็วรถได้ขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำโดยไม่ต้องแตะเบรก ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมความเร็วได้โดยใช้เพียงคันเร่งเท่านั้น หรือที่เรียกว่าเป็นประสบการณ์ในการขับขี่แบบ วัน พีดัล ฟีลลิ่ง (one-pedal feeling) ถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่ผู้ขับสามารถเลือกปรับเปลี่ยนระหว่างการขับขี่แบบ วัน พีดัล ฟีลลิ่ง หรือเลือกลดระดับการนำพลังงานจากเบรกกลับมาใช้ใหม่ เพื่อทำให้รถชะลอตัวนุ่มนวลยิ่งขึ้น

พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการขับเคลื่อน สามารถชาร์จจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้หลายรูปแบบ ทั้งจากปลั๊กไฟในบ้านโดยตรง (อุปกรณ์มาตรฐานของตัวรถ) จากเครื่องชาร์จ มินิ อีเลคทริก วอลล์บ็อกซ์ (MINI ELECTRIC Wallbox) และจากสถานีชาร์จสาธารณะ สามารถรองรับหัวชาร์จทั้ง AC และ DC แบบ ไทพ์ 2 และหัวชาร์จ CCS คอมโบ 2 จะมีไฟบอกสถานะการชาร์จปรากฏอยู่เหนือเต้าเสียบใน 3 สถานะด้วยกัน ได้แก่ ไฟสีส้มขณะเริ่มชาร์จ ไฟกะพริบสีเหลืองระหว่างการชาร์จ และไฟสีเขียวเมื่อชาร์จเต็ม

แบตเตอรี่แรงดันสูงสามารถรองรับสายชาร์จทั้งแบบมาตรฐานและสายชาร์จจาก MINI ELECTRIC Wallbox รองรับกำลังไฟได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ ชาร์จถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 2.5 ชั่วโมง และชาร์จเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 3.5 ชั่วโมง และหากชาร์จจากสถานีหัวชาร์จแบบ ดีซี ฟาสต์-ชาร์จจิ้ง (DC fast-charging) จะช่วยให้ชาร์จได้สูงสุด 50 กิโลวัตต์ ชาร์จได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ภายในเพียง 36 นาที

เลือกใช้บริการติดตั้งเครื่องชาร์จ MINI ELECTRIC Wallbox สามารถติดตั้งได้ทั้งในโรงรถ และบริเวณที่จอดรถที่มีหลังคา หรือเลือกใช้บริการจากสถานีชาร์จไฟสาธารณะ ชาร์จนาว (ChargeNow) นับเป็นเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ภายในมาพร้อมเบาะผ้าสีดำ คาร์บอน แบล็ก (Carbon Black) ลาย ดับเบิล สไตรป์ (Double Stripe) หัวเกียร์ในดีไซน์เฉพาะ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 โซน แยกการระบายอากาศและการควบคุมอุณหภูมิระหว่างผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้า รองรับการสั่งงานระยะไกลจากแอพพลิเคชั่น มินิ คอนเนคต์ ในการตั้งเวลาออกเดินทางเพื่อเปิดระบบปรับอากาศล่วงหน้าได้ตามต้องการ

แผงหน้าปัดมาในดีไซน์เฉพาะรุ่นเช่นเดียวกัน จอแสดงผลสีดิจิทัลขนาด 5.5 นิ้ว ในดีไซน์ แบล็ก พาเนล ด้านหลังพวงมาลัย อัตราความเร็วในการขับขี่จะแสดงผลทั้งในแบบตัวเลขและแถบทรงกลมอยู่บริเวณกลางจอ ส่วนด้านข้างเป็นการแสดงข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลเกี่ยวกับระดับพลังงานของแบตเตอรี่แรงดันสูง โหมดการขับขี่ สถานะของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และสัญญาณแสดงสถานะการทำงานของระบบต่างๆ รวมทั้งเวลาที่ใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่ โดยจะเปลี่ยนสีไฟตามสถานะการชาร์จ ได้แก่ สีส้มขณะเริ่มชาร์จ สีเหลืองขณะกำลังชาร์จ และสีเขียวเมื่อชาร์จเต็ม หากมีความผิดปกติใดๆ ในระหว่างการชาร์จ จะแจ้งเตือนผู้ขับขี่ด้วยไฟสีแดง

สำหรับจอระบบสัมผัสขนาด 6.5 นิ้วบริเวณแผงคอนโซล รองรับการแสดงผลจากบริการ มินิ คอนเนคต์ ออกแบบมาเพื่อรองรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ เช่น จอ อีไดรฟ์ (eDrive) แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงานและระยะทางที่วิ่งได้ รวมถึงทางเลือกต่าง ๆ ในการเพิ่มระยะทางในการขับขี่

ดีไซน์กระจังหน้า ใต้ท้องรถที่มีแผ่นปิดเกือบรอบคัน และกระโปรงท้ายรถในรูปลักษณ์สะดุดตา ล้วนมีส่วนช่วยลดแรงต้านของอากาศ เมื่อปราศจากท่อไอเสีย อากาศจึงสามารถไหลผ่านใต้ท้องรถไปยังท้ายรถได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ด้วย

ล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้ว ลาย มินิ อีเลคทริก โคโรนา (MINI Electric Corona) พร้อมยางรันแฟลต

เปิดให้พรีออเดอร์มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ได้ทาง www.mini.co.th ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14.14 น. เป็นต้นไป ราคาจำหน่าย 2,290,000 ล้านบาท รวมโปรแกรมบำรุงรักษา เอ็มเอสไอ สแตนดาร์ด (MSI Standard) ครอบคลุมการบำรุงรักษานาน 3 ปี/60,000 กิโลเมตร และการรับประกัน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง จำนวนจำกัดเพียง 25 คัน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

บทความก่อนหน้านี้พนักงานเทอร์มินอล21 นอนไม่หลับ ภาพจ่าคลั่งกราดยิงฝังสมอง ดีใจห้างเร่งเปิด
บทความถัดไป‘ริชชี่’ สัญญา จากนี้จะเข้มแข็งขึ้น เผยความในใจ กรณี #ริชชี่ที่แปลว่าของก็อต