พอช.ร่วม จ.ปทุมธานี เตรียมเปิดพื้นที่สร้างบ้านมั่นคงชุมชนริมคลองเปรมประชากร

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ นายไมตรี อินทุสุต ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ปลัดจังหวัดปทุมธานี นายอาวุธ วิเชียรฉาย นายอำเภอเมืองปทุมธานี และนายสมพงษ์ ศรีอนันท์ นายกเทศมนตรีตำบลหลักหก ปทุมธานี รวมถึงธนารักษ์จังหวัด โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด สหกรณ์จังหวัด และหน่วยทหารจากกองทัพภาคที่ 1 ร่วมลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมรื้อย้ายและก่อสร้างบ้านมั่นคงริมคลองเปรมประชากร พร้อมล่องเรือเพื่อดูพื้นที่ บริเวณหมู่ 7 ซึ่งดำเนินการในนามสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงชุมชนวัดรังสิต จำกัด
การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามแผนแม่บท โครงสร้างพื้นฐานระบบคลองและการพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมประชากร ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 มุ่งหวังการพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนริมคลองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยการเปลี่ยนจากผู้รุกล้ำเป็นผู้อยู่อาศัยที่ถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่ไปกับการดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การก่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำและอุโมงค์ระบายน้ำ มีกลุ่มเป้าหมายในเขตกรุงเทพมหานคร 3เขต (ดอนเมือง,หลักสี่,จตุจักร) จำนวน 32 ชุมชน และพื้นที่เทศบาลตำบลหลักหก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี 6 หมู่บ้าน โดยมีระยะความยาวคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 13 กิโลเมตร และพื้นที่ปทุมธานีความยาวประมาณ 4 กิโลเมตร รวม 17 กิโลเมตร จำนวนกลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้น 6,386 ครัวเรือน ที่ผ่านมาทางพอช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการสนับสนุนของกองทัพภาคที่ 1 ได้เปิดเวทีชี้แจงและสร้างความเข้าใจการพัฒนาที่อยู่อาศัยริมคลองเปรมประชากรไปแล้วครบทุกพื้นที่ โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครสามารถเริ่มโครงการได้ก่อนในเขตจตุจักร ที่ชุมชนประชาร่วมใจ 2 โดยอยู่ระหว่างการก่อสร้างบ้านจำนวน 204 ครัวเรือน โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธียกเสาเอกชุมชนวันที่ 13 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา

นายไมตรีกล่าวว่า การลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันนี้ เป็นการติดตามความพร้อมการรื้อย้ายและก่อสร้างบ้านของสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงชุมชนวัดรังสิต จำกัด เทศบาลตำบลหลักหก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งสหกรณ์ดังกล่าวมีจำนวนสมาชิกจาก 2 หมู่บ้านด้วยกัน คือหมู่ 7 มีสมาชิกทั้งหมด 291 ครัวเรือน และหมู่ 5 มีสมาชิกทั้งหมด 197 ครัวเรือน รวมสมาชิกทั้งหมดของสหกรณ์ฯ จำนวน 488 ครัวเรือน ชุมชนได้มีการรวมตัวกันตามขั้นตอนการดำเนินโครงการบ้านมั่นคงตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 ที่ผ่านมา เริ่มจากการรับรองสิทธิครัวเรือน การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารงบประมาณและโครงการ โดยปัจจุบัน พอช. ได้อนุมัติงบประมาณเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองให้กับสมาชิกส่วนใหญ่แล้ว รวม 344 ครัวเรือน เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 54,053,060 บาท โดยอยู่ระหว่างดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณให้กับทางสหกรณ์ฯ และสหกรณ์ฯ อยู่ระหว่างดำเนินการขอเช่าที่ดินจากธนารักษ์จังหวัดปทุมธานีเพื่อดำเนินโครงการต่อไป

นายไมตรีกล่าวอีกว่า หลังจากได้พบปะพูดคุย หารือกับหน่วยงานและชาวชุมชนริมคลองเปรมประชากรทั้งหมู่ 5 และหมู่ 7 แล้วนั้น ทางชุมชนมีความพร้อมจะเปิดพื้นที่ในการก่อสร้างบ้านและได้กำหนดแผนงานการรื้อย้ายบ้านเดิมเพื่อสร้างบ้านใหม่ร่วมกันในเดือนพฤษภาคม 63 นี้ ถือเป็นชุมชนที่ 2 ในคลองเปรมประชากร ต่อจากชุมชนประชาร่วมใจ 2 ที่เขตจตุจักรซึ่งได้รื้อย้ายและปลูกสร้างบ้านอยู่ในขณะนี้ โดยแผนของชุมชนจะเริ่มรื้อย้ายบ้านเดิม 87 หลัง ที่หมู่ 7 ระยะทางประมาณ 500 เมตรใกล้กับวัดรังสิต ซึ่งเมื่อรื้อแล้วจะสามารถก่อสร้างบ้านใหม่ได้จำนวน 210 หลัง โดยคาดว่าจะเริ่มสร้างบ้านใหม่ได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2563 ส่วนที่เหลือก็มีการวางแผนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะถัดไป ทั้งในหมู่ 5 และ หมู่ 7 รวมถึง หมู่บ้านอื่นๆ คือ หมู่ 1 หมู่ 2 หมู่ 3 และหมู่ 6 ซึ่งจะมีการพัฒนาต่อเนื่องไปในปี 2563-2564 เช่นกัน

“จากนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาผู้อยู่อาศัยรุกล้ำแนวลำคลองและทางระบายน้ำ เพื่อเป็นการคืนคลองให้กับสาธารณะ และส่งเสริมให้ชุมชนมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พอช. ร่วมบูรณาการกับหน่วยงาน ภาคีต่างๆ และสิ่งที่พี่น้องชาวชุมชนริมคลองได้รับโดยหลักๆ แล้วคือ 1) ได้คลองทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์  ทั้งระบายน้ำ  ป้องกันน้ำท่วม รักษาคุณภาพน้ำ 2) ได้บ้านมากว่าบ้าน คือได้ชุมชนทำให้ลูกหลานมีบ้านมีอนาคต ได้ความสุข และความมั่นคงของมนุษย์ 3)ได้สิ่งแวดล้อม ภูมิทัศน์ริมคลอง น้ำใสสะอาดสัญจรไปมาสะดวก มีสาธารณูปโภค และ 4) ได้มีสถานะที่ถูกต้องตามกฏหมาย เป็นผู้เช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ และมีสหกรณ์ของชุมชนทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการพัฒนาชุมชนต่อไป วันนี้ท่านต้องรื้อบ้านเดิมเพื่อคืนพื้นที่ให้กับแนวเขื่อน ถือเป็นการคืนคลองให้ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้ว หลายท่านคิดว่าการรื้อบ้านนั้นขาดทุน แต่ถ้าท่านมองถึงอนาคตลูกหลานที่เขาจะมีบ้านที่ถูกต้องตามกฏหมายและมั่นคงแล้ว นั้นคือกำไรของลูกหลานในอนาคต” นายไมตรีกล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คลังพร้อมออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจเพิ่มดันชิมช้อปใช้ 4 เสนอครม. มี.ค.
บทความถัดไปธปท.ประเมินไวรัสโควิด19 หนักสุดแค่ไตรมาสแรก คาดศก.ไทยพลิกโต3%ปี64