โควิด-19 ฉุดศก.วูบ หุ้นร่วง-ทองคำเฮขึ้น

ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2563 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยได้รับแรงสั่นสะเทือนในแง่เศรษฐกิจ มาจากความกังวลในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 มาอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศจีน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของไวรัสจะลดลง แต่จำนวนตัวเลขของผู้ติดเชื้อและการแพร่ระบาดของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้นรวดเร็วอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการพบผู้ติดเชื้อในสหรัฐ และประเทศทางแถบยุโรป ทำให้องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ออกมาประกาศเตือนว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะมีการแพร่ระบาดไปแทบจะในทุกประเทศบนโลกในไม่ช้า และยกระดับความรุนแรงขึ้น

สถานการณ์ในประเทศไทย แม้จะยังไม่รุนแรงถึงจุดสูงสุด แต่จากการที่พบผู้ติดเชื้อที่โรงพยาบาลบีแคร์ ซึ่งเข้ามารับการรักษา แต่ปกปิดประวัติว่าเคยเดินทางไปเมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นมาก่อนหน้านี้ ทำให้ความเสี่ยงมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องจากพบว่ามีคนในครอบครัวของผู้ป่วย ซึ่งเป็นภรรยาและหลานติดเชื้อไวรัส
โควิด-19 ด้วย โดยตัวหลานนั้นได้เดินทางไปโรงเรียนตามปกติถึงวันเต็ม ก่อนจะมีประกาศปิดโรงเรียนดังกล่าว เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อ และให้ผู้ที่มีความเสี่ยงกักตัวดูอาการที่บ้าน กระทั่งล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมายืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้น 1 ราย เป็นไกด์นำเที่ยวไทยอายุ 25 ปี มีประวัติเดินทางกลับมาจากประเทศเกาหลีใต้ จึงคาดว่าน่าจะได้รับเชื้อมาในช่วงเวลานั้น

เมื่อสถานการณ์ดูยังไร้วี่แววในการควบคุมโรคระบาดได้ในเร็วๆ นี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา จึงมีการออกมาประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2563 โดยได้เห็นสมควรให้มีการประกาศออกมาว่า โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตราย

ความกังวลของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้จากการที่ดัชนีหุ้นทั่วโลกปรับระดับลดลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะดัชนีหุ้นไทย ที่ปรับลดลงหลุดระดับ 1,500 จุด ซึ่งถือเป็นจุดวัดใจของเหล่านักลงทุนแล้ว ยังทยอยเคลื่อนไหวในแดนลบ ก่อนจะทิ้งตัวจนหลุดระดับ 1,400 จุด โดยในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดฯ ที่ระดับ 1,366.41 จุด ปรับลดลงกว่า 72.69 จุด หรือ 5.05% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,428.35 จุด และดัชนีทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,366.41 จุด ซึ่งถือเป็นการปรับลดระดับลงมาทำสถิติต่ำสุดในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา

โดยภาพรวมหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีบางช่วงที่สามารถดีดตัว (รีบาวด์) ขึ้นมาได้ แต่ไม่นานก็ถูกแรงฉุดจากความกังวลของโรคระบาด จนดิ่งลงก้นเหวอีกนับครั้งไม่ถ้วน

ไม่แตกต่างจากตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชีย ที่ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนลบ แต่ไม่มากเท่าตลาดหุ้นไทย รวมถึงดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ส ที่ทรุดตัวลงกว่า 1,000 จุดเป็นครั้งที่ 3 ภายในสัปดาห์เดียว ต่อเนื่องหลังจากทิ้งดิ่งลงแล้วเกือบ 1,200 จุด

ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดภายในวันเดียวนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหุ้นนิวยอร์กมา โดยต่างก็มีปัจจัยลบหลักๆ ที่เป็นแรงกดดันมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในเดือนมีนาคม 2563 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) คาดว่ายังเผชิญกับแรงกดดันจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กังวลว่าจะขยายวงกว้างมากขึ้น ขณะที่ยังต้องจับตาปัจจัยการเมืองในประเทศ

โดยเฉพาะการเมืองนอกสภา ทำให้แม้ดัชนีมีโอกาสดีดตัวขึ้นได้ แต่มองว่าการปรับระดับขึ้นของดัชนียังมีอยู่อย่างจำกัด เพราะภาพใหญ่ยังถูกกดดันจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ

จึงแนะกลยุทธ์ในการลงทุน โดยเน้นให้ถือเงินสดเป็นหลัก แต่หากต้องการลงทุน แนะนำให้ซื้อทยอยหุ้นในสัดส่วนเพียง 10-20% สอดคล้องกับ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซียพลัส ซึ่งประเมินปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อการลงทุนว่า ยังต้องให้น้ำหนักเด่นไปที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่าจะยืดเยื้อรุนแรงต่อไปอีกนานเท่าใด ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) น่าจะปรับลดคาดการณ์ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของโลกในปี 2563 ลงอีก จากเดิมที่ได้มีการปรับลดลงมาแล้วเหลือ 3.2% และปรับลดจีดีพีของจีนลง 0.4% จากประมาณการเดิมเหลือ 5.6%

ในช่วงที่สถานการณ์โรคระบาดในประเทศต่างๆ ยังไม่ถึงจุดสูงสุด ดัชนีหุ้นไทยก็ยังคงปรับลงได้อย่างไม่มีจุดต่ำสุด ซึ่งนักวิเคราะห์ที่เคยผ่านสถานการณ์โรคระบาดหนักๆ ในช่วงที่ผ่านมาได้คาดการณ์ว่า เมื่อใดก็ตามที่สามารถค้นพบยาต้านไวรัส หรือสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ ดัชนีจะดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากปรับลดระดับลงค่อนข้างลึกในช่วงที่ผ่านมา

โดยในช่วงที่ตลาดหุ้น ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์เสี่ยงได้รับผลกระทบจากไวรัสจนอาการไม่ดีมากนัก สินทรัพย์ปลอดภัยหลักๆ อย่างทองคำ ก็มีบทบาทขึ้นมาอย่างโดดเด่น เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ มีความกังวลในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน จึงโยกเม็ดเงินเข้าลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น

สะท้อนได้จากราคาทองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 จนถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 ราคาทองคำปรับขึ้นมาแล้วกว่า 2,100 บาท โดยราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นมายืนเหนือ 1,655 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
ซึ่งถือว่าเป็นการปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา หลังจากผ่านบริเวณ 1,616 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดของราคาทองคำในเดือนมีนาคม 2556 จนทำให้ราคาทองคำไทยพุ่งขึ้นหลุดระดับ 25,000 บาทต่อบาททองคำ ก่อนจะปรับขึ้นและลงผันผวนอย่างหนัก และทยอยลดความร้อนแรงลงจนปรับราคาลงมาเคลื่อนไหวต่ำกว่า 25,000 บาทต่อบาททองคำอีกครั้ง

นายณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานฝ่ายบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือ เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก มองว่า แนวโน้มราคาทองคำในปีนี้ 2563 ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีการทำสถิติสูงสูดในรอบ 7 ปี ไปแล้วก็ตาม

โดยประเมินว่ามีโอกาสเห็นราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นถึง 27,000-27,500 บาทต่อบาททองคำ ในช่วงกลางปี 2563 หากสถานการณ์โรคระบาดยังไม่สามารถควบคุมได้ และทวีความรุนแรงขึ้น เพราะที่ผ่านมา หากมีโรคระบาดหรือความไม่แน่นอนจากปัจจัยเสี่ยงที่รุนแรง ราคาทองคำจะปรับเพิ่มขึ้นได้ 15-20%

แต่หากสถานการณ์สามารถควบคุมได้แน่นอน ก็อาจทำให้ราคาทองคำร่วงลงมาอย่างน้อย 5-8% ภายในระยะเวลาสั้นและรวดเร็ว จึงแนะนำนักลงทุนให้เล่นแบบเก็งกำไรระยะสั้น 1-2 สัปดาห์ เพราะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะนี้ถือว่ายังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน

ขณะที่ นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มองว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กระทบต่อภาคท่องเที่ยว หลังจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนหายไป ซึ่งส่งผลให้จีดีพีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ จะเพิ่มโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพิ่มเติมอีก ซึ่งจะยิ่งเป็นปัจจัยกดดันให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบการอ่อนค่า เพิ่มโอกาสให้ราคาทองคำในประเทศจะแตะระดับ 25,500-27,000 บาทต่อบาททองคำภายในปี 2563 ได้

แม้หุ้นจะเป็นสินทรัพย์เสี่ยง แต่หากสามารถจับจังหวะที่ดีในการลงทุน ในช่วงเวลาที่ราคาหุ้นปรับลดลงมากๆ ก็อาจได้ของดีราคาถูกไปครอบครอง และแม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่หากเข้าลงทุนในจังหวะที่ราคาทองพุ่งสูงขึ้นเกือบที่สุดแล้ว ก็อาจกลายเป็นสินทรัพย์เสี่ยงได้

เพราะทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนจึงความศึกษาและติดตามข่าวสารต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้
ไม่พลาดการลงทุนในครั้งต่อๆ ไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้หน้า 1 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2563
บทความถัดไปมาตรการป้องกัน ‘โควิด-19’ กับฟุตบอลในประเทศไทย