เบื้องหลัง “หมัดเด็ด” ส.ส.หญิง “ดาวสภา” เวทีซักฟอกรัฐบาล

ดาวสภา

เบื้องหลัง “หมัดเด็ด” ส.ส.หญิง “ดาวสภา” เวทีซักฟอกรัฐบาล

 

ผ่านพ้นไปแล้ว “ศึกซักฟอก” อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมอีก 5 รัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 24-27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน
เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล “ครั้งแรก” ในรอบ 6 ปีของการเมืองไทย ที่ประชาชนจับตานั่งหน้าจอรับฟังทั้งทางโทรทัศน์ และไลฟ์สดผ่านสื่อโซเชียล อย่างไม่ให้คลาดสายตาสักวินาทีเดียว ส่ง #อภิปรายไม่ไว้วางใจ ขึ้นเทรนด์ในทวิตเตอร์ตลอดการอภิปราย และงานนี้ใช่ว่าจะมีแต่ ส.ส.ชายที่เป็นดาวเด่นในศึกซักฟอกอย่าง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ที่ออกมาอภิปราย เรื่องปฏิบัติการไอโอ “ส.ส.หญิงหน้าใหม่” หลายคนที่ลุกขึ้นมาอภิปราย กับลีลาที่น่าเชื่อถือ ข้อมูลแน่น พูดจาฉะฉานด้วยความมั่นอกมั่นใจ ปล่อย “หมัดเด็ด” เสยคางรัฐบาลบิ๊กตู่รัวๆ

 

เผยให้เห็น “ศักยภาพ” ผู้หญิงบนเวทีการเมือง

เริ่มต้นที่ “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ว่ามีพฤติกรรมทุจริตเชิงนโยบายเอื้อประโยชน์เอกชน จนเป็นผลความเสียหายและงดเว้นการใช้อำนาจ หลับตาข้างหนึ่งต่อการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างรัฐกับเอกชน กรณีเร่งรีบออก พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 เพื่อเอื้อเอกชนรายหนึ่งเข้าประมูลดิวตี้ฟรี ในบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) จนไม่เกิดการแข่งขัน ส่งผลต่อส่วนแบ่งรายได้ที่จะเข้ารัฐ

ศิริกัญญาเล่าว่า ดิฉันสนใจและติดตามประเด็นนี้มาตลอด ทำให้พอจะมีข้อมูลตั้งต้น จึงลิสต์ประเด็นเสนอคณะทำงานและได้รับอภิปรายเรื่องนี้ จากนั้นก็เริ่มสืบหาข้อมูลเพิ่มเติม เริ่มจากดูว่ายังมีประเด็นอะไรที่ไม่ครบถ้วน ก็พบว่าข้อมูลที่มีอยู่เป็นเพียงข่าวที่เปิดโปงทุจริต มากกว่ามีหลักฐานโยงไปถึงนายกรัฐมนตรีว่าเกี่ยวข้องอย่างไร ซึ่งก็พอมีเบาะแสให้ตามอยู่

เธอต้องแสดงความสามารถอย่างมากในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ในประเด็นดิวตี้ฟรีใช้เวลาถึง 5 เดือน ในการหาและปะติดปะต่อข้อมูล ซึ่งมีตัวสัญญาเยอะมาก แต่สามารถอภิปรายออกมาได้สมบูรณ์เข้าใจ จนประชาชนทางบ้านออกมาคอมเมนต์ชมว่า “ข้อมูลเป๊ะมาก เห็นด้วยกับข้อมูลว่าน่าจะมีความไม่ชอบมาพากล”

ไม่เพียงรับผิดชอบประเด็นอภิปรายตัวเอง ในบทบาทผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย ศิริกัญญาต้องดูทีมกลางเสมือนเป็นกุนซือให้ ส.ส.ที่เตรียมอภิปรายทุกคน เสริมความคมประเด็นและเทคนิคการนำเสนออภิปรายไม่ไว้วางใจ เช่น เทคนิคการทำเพาเวอร์พอยต์ ที่จะอธิบายเรื่องซับซ้อนให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายขึ้น

“เรื่องดิวตี้ฟรีนี้เป็นเรื่องเทคนิค ติดตามยาก ก็รู้สึกดีใจที่คนฟังแล้วชม ถือว่าการทำงานหนักได้ประสบผลสำเร็จ แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่คาดหวังในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือการที่ ส.ส.ฝั่งรัฐบาล จะเกิดความรู้สึกเปลี่ยนใจ อาจมาโหวตไม่ไว้วางใจ หรืองดออกเสียง แต่คงเป็นการหวังมากเกินไป”

“แต่สำคัญที่สุดที่อยากเห็น คือเสียงที่จะยกมือนอกสภา คือประชาชนที่เราอยากส่งสารไปมากที่สุด ว่ามีการทุจริต ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อจะให้ประชาชนได้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น อันนำไปสู่แรงกดดันของประชาชนต่อรัฐบาล เสมือนป่าล้อมเมือง เพื่อทำให้รัฐบาลปรับเปลี่ยน ปรับปรุง หรือปรับคณะรัฐมนตรีเลยก็ได้ หรือหากความไม่พอใจของประชาชนยิ่งมากขึ้น ก็มีโอกาสไปถึงการยุบสภา” ศิริกัญญากล่าว

อีกสิ่งที่ศิริกัญญาได้รับเสียงชื่นชมคือ การอภิปรายที่สุภาพ ไม่มีคำหยาบคาย เธอหัวเราะก่อนบอกว่า “คงเป็นบุคลิกที่ได้มาจากการเป็นนักวิชาการ นักวิจัยมาก่อน” ซึ่งเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชน และนักวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

“เพราะสิ่งที่อยากเน้นคือ ความน่าเชื่อถือในข้อมูล จึงพยายามไม่ประดิษฐ์โวหาร วาทกรรม เสียดสีที่ไม่ใช่ตัวดิฉัน อันจะทำให้ถูกลดความน่าเชื่อถือ แต่ตรงนี้ก็มีบางคนก็บอกว่า ดิฉันอภิปรายเรียบๆ เกินไป” ศิริกัญญาเล่าทั้งเสียงหัวเราะ

มุมมองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ส.ส.ดีกรีปริญญาตรีและโท จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทอีกใบด้านเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยตูลูส ประเทศฝรั่งเศส

"ไหม" ศิริกัญญา ตันสกุล
“ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล
"ไหม" ศิริกัญญา ตันสกุล
“ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล

อีกหนึ่ง “ดาวสภา” กับ วาทะ “3 ไร้” ที่ว่า “ดิฉันจะให้ 3 คำ เมื่อดิฉันนึกถึงนายกฯ ที่ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นคือ ไร้น้ำยา ไร้ประสิทธิภาพ และไร้วิสัยทัศน์”

วาทะ 3 ไร้… ของ “ข้าวฟ่าง” สรัสนันท์ อรรณนพพร ส.ส.หญิงฝ่ายค้าน ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในศึกซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ได้กลายเป็นอีกหนึ่งวิวาทะเด็ดที่ได้รับความสนใจจากประชาชน มีการบอกต่อและแชร์วาทะดังกล่าวออกไปอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ รวมไปถึงวาทะอื่นๆ ของเธอที่ได้รับกระแสชื่นชมไม่น้อยว่า “ตรงใจ” ด้วยมีเนื้อหาการอภิปรายถึงเรื่องที่ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ 1 ของโลกนั้นมาจากการบริหารงานที่ล้มเหลวของรัฐบาลปัจจุบัน การชักศึกเข้าบ้านด้วยการอุ้มชูภาคเอกชนรายใหญ่ (ในที่นี้ใช้คำว่า “เจ้าสัว”) ให้มากอบโกยผลประโยชน์ภายในประเทศ แทนที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการคนไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่เคยให้ความสำคัญ ดังวาทะที่ว่า

“ดิฉันไม่สามารถไว้วางใจที่จะให้นายพลที่เกษียณแล้ว แถมยังไม่มีความชำนาญทางด้านเศรษฐกิจ และเพิ่งเริ่มหัดใช้กูเกิลมาบริหารประเทศในโลกยุคดิจิทัล”

หรือจะเป็น

“ท่านมัวแต่อุ้มเจ้าสัว โดยที่ไม่สนใจคนข้างล่าง เพราะว่าท่านไม่ได้มาจากพวกเขา ท่านมาจากการยึดอำนาจ สืบทอดอำนาจ แล้วการได้มาซึ่งอำนาจนี้ท่านจะต้องอุ้มชู กลุ่มทุนใหญ่ แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ โดยเหยียบคนข้างล่าง คนหาเช้ากินค่ำ”

ฉะฉานแบบนี้ ทำเอาหลายคนสงสัยว่า “ส.ส.หน้าใหม่” ไปลับฝีปากหรือฝึกวิชามาจากไหน?

สรัสนันท์เผยว่า ที่ผ่านมาดิฉันทำงานในเรื่องการทูต และการค้าระหว่างประเทศมาโดยตลอดและเห็นข่าวเกี่ยวกับการเข้ามาของทุนจีนเยอะมาก จึงหยิบประเด็นนี้มาอภิปราย ซึ่งในตอนแรกมีความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ แต่เมื่อสืบค้นไปเรื่อยๆ พบว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนจริงๆ จึงทำการบ้านรวบรวมข้อมูลและนำไปปรึกษาผู้ใหญ่ในพรรคซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ทำให้ได้ข้อมูลที่แน่นขึ้น ทั้งยังได้รับคำแนะนำในเรื่องการสื่ออารมณ์ขณะอภิปรายด้วย

“ผู้ใหญ่ในพรรคจะคอยเป็นพี่เลี้ยง เพื่อให้ข้อมูล และการนำเสนอมีความเข้มข้น มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เพราะการประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจแตกต่างจากการประชุมในญัตติอื่นๆ มีการสื่ออารมณ์มากกว่า ซึ่งในตอนแรกที่เอาสคริปต์ไปให้ดู เขาก็บอกว่าดูอ่อนไปนิดนะ ต้องให้เป็นวิวาทะหน่อย ฉะนั้นส่วนหนึ่งที่อภิปรายออกมาแล้วคนฟังน่าจะถูกใจ อาจจะเป็นเพราะได้รับการเทรนด์จากนักการเมืองรุ่นพี่ด้วย” สรัสนันท์กล่าวและเผยถึงฟีดแบ๊กหลังอภิปรายว่า

“นี่เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรก ตอนแรกตื่นเต้นและกดดันมากๆ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ขึ้นพูด เมื่อได้รับโอกาสนี้จึงตั้งใจทำให้ดีที่สุด และต้องมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ ด้วย ครั้งนี้ดิฉันอาจจะยังทำได้ไม่ดี 100 เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องความเก๋า วิวาทะ หรือว่าสไตล์ก็ยังไม่ชัดเจน แต่มีฟีดแบ๊กว่าดิฉันหน้าดุ ก็อาจจะถือตรงนี้เป็นคาแร็กเตอร์ของตัวเองไป (หัวเราะ) และหลังจากนี้ก็เข้าสู่การเตรียมตัวเพื่ออภิปรายเรื่องงบประมาณต่อไป ส่วนรุ่นพี่นักการเมืองก็เข้ามาชื่นชมว่าทำได้ดีมาก”

"ข้าวฟ่าง" สรัสนันท์ อรรณนพพร
“ข้าวฟ่าง” สรัสนันท์ อรรณนพพร

ทั้งนี้ หากมีโอกาสเธอก็อยากที่จะขึ้นพูดบ่อยๆ เพราะมีชาวบ้านในพื้นที่เฝ้ารอดูและติดตามผลงาน ส.ส.ของพวกเขาผ่านการอภิปรายบนเวทีใหญ่ๆ

“ล่าสุดก็มีชาวบ้านถ่ายรูปตอนดิฉันอภิปรายแล้วส่งมาให้ดู บอกว่ารอชมอยู่และเป็นกำลังใจให้ แค่นี้ก็รู้สึกได้รับกำลังใจมากๆ แล้ว เพราะการได้เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ก็เพราะชาวบ้านไว้วางใจ” สรัสนันท์ย้ำ และทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นว่า

“หลายคนมองว่าการเป็นนักการเมืองคือเลือกตั้งเข้ามาแล้วจบไป แต่สำหรับดิฉันการเป็นนักการเมืองคือ “อาชีพทั้งชีวิต” ที่ต้องทำความเข้าใจและสำรวจตัวเองเสมอว่ามีความสุขกับสิ่งที่ทำหรือเปล่า ถ้าไม่แล้ว แม้แต่สื่อสารกับตัวเองก็จะไม่รู้เรื่อง พลังงาน และความทุ่มเทก็จะน้อยลง กลายเป็นคนที่เข้าประชุมเฉยๆ ยกมือเฉยๆ มากกว่าที่จะเข้ามาทำประโยชน์ และดิฉันไม่อยากเป็นแบบนั้น”

ทั้งนี้ สรัสนันท์ยังรั้งตำแหน่งรองโฆษกพรรคเพื่อไทย โฆษกคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว และคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5)

ปิดท้ายดาวสภา “น้ำ” จิราพร สินธุไพร ที่เป็นหนึ่งในนักการเมืองหญิงรุ่นใหม่ ที่ได้รับความไว้วางใจเป็นตัวแทนฝ่ายค้านสู้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้

และผู้แทนร้อยเอ็ดวัย 32 ปีคนนี้ นับได้ว่าไม่ทำให้ผิดหวัง แม้จะเป็นคนพูดไม่เก่ง เมื่อนำเอาเรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อย่างเรื่องการถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือจีเอสพี มาอภิปราย ปล่อยหมัดเด็ดกับวาทะ “คนจนจะหมดไปจากประเทศ นั่นเป็นเรื่องจริง เพราะคนจนกลายเป็นคนตาย ฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจ” ทำให้การอภิปรายครั้งนี้ จิราพรเป็นที่สนใจของประชาชนไม่น้อย

ในการอภิปรายครั้งนี้ จิราพรเล่าว่า ในพรรคเพื่อไทยแบ่งทีมอภิปรายออกเป็น 2 ทีม คือทีมที่พูดเรื่องความไร้ประสิทธิภาพ ความรู้ความสามารถ และทีมที่พูดเรื่องคอร์รัปชั่น ซึ่งน้ำได้อยู่ในทีมแรก และเน้นเรื่องเศรษฐกิจ จากนั้นจึงมาแบ่งกันว่า จะพูดเรื่องใด และเจาะประเด็นใด ซึ่งเรื่องการค้าระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจของน้ำมาอยู่แล้ว ก็เริ่มหาข้อมูลตั้งแต่ปลายปี เพื่อให้คนรู้ว่า การค้าระหว่างประเทศมันกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร ก็มีผู้ใหญ่ในพรรคที่ให้คำปรึกษาด้วย

“การอภิปรายไม่ไว้วางใจมันกินเวลานาน 30-40 นาที ก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เรื่องยากๆ มันเข้าใจง่าย ร้อยเรียงให้น่าฟัง และพยายามดึงคนให้อยู่กับเรา บางทีก็ต้องมีคำเด็ดๆ ที่ออกมาสดๆ ให้คนไม่เบื่อ อย่างเรื่องการขายหน้ากากอนามัยที่คิดขึ้นมาตอนนั้นเมื่อเรื่องที่เราพูดเริ่มเครียด รวมทั้งนั่งฟังเพื่อน ส.ส.อภิปราย เพราะแต่ละคนจะไม่รู้ว่าคนอื่นพูดอะไรบ้าง เพื่อนำมาเสริมในประเด็นนั้น”

เพราะเป็นครั้งแรก ที่เธอได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่นี้ จึงทุ่มเทไปกับการเตรียมข้อมูลไม่น้อย นับแต่ปลายปีที่ผ่านมา จิราพรจึงมักหาข้อมูลทั้งจากข่าวเก่า และข้อมูลจากหน่วยงานและพรรค แม้สถิติบางอย่างจะหาได้ยาก ทุกคืนนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เปลี่ยนข้อมูลจนกระทั่งวันสุดท้าย นั่นทำให้ถึงแม้จะได้ซ้อมพูดเพียงแค่ 1 วัน แต่การอยู่กับข้อมูลทำให้รู้ลึกเรื่องนี้จนนำมาถ่ายทอดได้อยู่แล้ว ซึ่งการทำหน้าที่นี้ ยังได้กำลังใจจากชาวบ้านในพื้นที่ และคุณแม่ ที่ทำหน้าที่แทน บางวันต้องไปงานถึง 6 งาน เพื่อให้เธอมีเวลาเตรียมตัวอภิปราย

“การอภิปรายครั้งนี้ เป็นครั้งประวัติศาสตร์ เพราะเราไม่ได้มีการอภิปรายตรวจสอบรัฐบาลมา 6 ปีแล้ว หลายคนจับตามอง ในพรรคเพื่อไทยเอง มีคนทุกเพศทุกวัย คนรุ่นใหม่หลายคนก็ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน มาทำงานการเมืองก็ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนให้ได้มากที่สุด แม้จะเป็นฝ่ายค้าน เรื่องการตรวจสอบรัฐบาลก็ต้องเข้มแข็ง เมื่อน้ำได้รับโอกาสเป็นทีมอภิปราย ก็อยากทำให้ดีที่สุด เมื่อได้รับเสียงตอบรับที่ดี ก็รู้สึกดีใจ ว่าคนเข้าใจสิ่งที่เราสื่อสาร ให้เขาได้ตัดสินใจว่ารัฐบาลยังเหมาะสมจะอยู่ในตำแหน่งอีกไหม” จิราพรทิ้งท้าย

"น้ำ" จิราพร สินธุไพร
“น้ำ” จิราพร สินธุไพร

พวกเธอพิสูจน์ให้เห็นว่า “ผู้หญิง” ไม่ใช่เพียงไม้ประดับบนเวทีการเมืองอีกต่อไปฃ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon