พระมหาไพรวัลย์ ชี้สวดมนต์ไม่ไล่ ‘โควิด-19’ ย้อนอดีตโรคห่าระบาด นอกจากไม่ช่วย ยังตายพุ่ง

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ
พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ

พระมหาไพรวัลย์ ชี้สวดมนต์ไม่ไล่ ‘โควิด-19’ ย้อนอดีตโรคห่าระบาด นอกจากไม่ช่วย ยังตายพุ่ง

 

จากกรณี รัฐบาลมีมติให้คณะสงฆ์สวดบทเจริญพระพุทธมนต์บทรัตนสูตร ที่เชื่อกันว่าเป็นบทสวดขจัดปัดเป่าภัยพิบัติ โรคภัยไข้เจ็บ และเป็นโบราณราชประเพณี เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ผ่านวิกฤติ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 ไปได้นั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า #การสวดมนต์ไม่ช่วยขับไล่โรคระบาด ในสมัยโบราณเก่าก่อน เริ่มต้นแต่รัชกาลที่ 2 มาในปีพุทธศักราช 2363 เกิดโรคห่าระบาด คนในพระนครล้มตายมากกว่า 30,000 ชีวิต (หรืออาจมากกว่านี้ด้วยซ้ำ) แม้แต่ภายในราชสำนักเอง ก็ยังอยู่เฉยกับวิกฤตการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ มีการให้ตั้งพระราชพิธีอาพาธพินาศ มีการให้นิมนต์พระสงฆ์จำนวน 500 รูป เพื่อสวดพระปริตรและประพรมน้ำพระพุทธมนต์กำจัดโรคระบาด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน
 

ในบันทึกพระราชพิธีสิบสองเดือน ตอนหนึ่งอธิบายถึงอาฎานาฎิยสูตร ที่ใช้ในพระราชพิธีอาพาธพินาศว่า

“…แต่การพระราชพิธีนั้นเปนการคาดคเนทำขึ้น มิใช่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งสอนไว้ให้ทำสำหรับแก้ไขโรคภัยเช่นนี้ จึ่งได้คิดขับไล่ผีเปนการผิดอิกขั้นหนึ่งด้วย เพราะโรคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยผี เกิดขึ้นด้วยดินฟ้าอากาศ แลความประพฤติที่อยู่กินของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีวิญญาจะขับไล่ได้…”

เมื่อได้อ่านตามบันทึกนี้แล้ว เราจะเห็นได้ชัดว่า การจัดให้มีพระราชพิธีหลวงและการนิมนต์พระสงฆ์ให้ไปสวดพระปริตร ไม่ได้ช่วยให้โรคห่าหายระบาดแต่อย่างใดเลย มิหนำซ้ำยังทำให้โรคเกิดระบาดร้ายแรงยิ่งขึ้นไปอีก

อาตมาเห็นข่าวที่สำนักงานพุทธเสนอจะให้มีการจัดสวดมนต์เพื่อขับไล่โรคโควิด หรือแม้แต่ที่อ้างว่า เพื่อเป็นการให้กำลังใจอะไรก็ตามแต่ คืออาตมาอยากให้ดูอดีตเป็นตัวอย่างบ้าง

คนโบราณยังเข้าใจเลยว่าโรคภัยนั้น “…เกิดขึ้นด้วยดินฟ้าอากาศ แลความประพฤติที่อยู่กินของมนุษย์ ซึ่งเปนสิ่งที่ไม่มีวิญญาจะขับไล่ได้…” แล้วพวกเราซึ่งเกิดในยุคนี้ ทำไมจึงยังจะทำในสิ่งที่คนโบราณท่านเคยลองทำแล้วและไม่เป็นผลอีก

การอ้างแต่เรื่องความสบายใจ อาตมาเห็นว่าควรระมัดระวังมาก อย่าให้มันเป็นยากล่อม ทำให้คนเมินเฉยที่จะไม่ตระหนักถึงการป้องกันการดูแลตัวเองอย่างถูกต้องและเป็นเหตุเป็นผล องค์กรทางศาสนาพุทธควรเป็นแบบอย่าง เหมือนที่โบสถ์คริสต์บางแห่งเขาทำกันแล้ว กิจกรรมใดที่จะต้องอาศัยการรวมตัว หรืออยู่ด้วยคนหมู่มาก กิจกรรมนั้นควรยกเลิกเสีย

ถ้าจะเอาเรื่องการสร้างขวัญกำลังใจเป็นสำคัญ อาตมาเห็นว่า การภาวนาและการส่งความปรารถนาดีเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ ทั้งนี้โดยไม่จำเป็นต้องรวมตัวกันสวดมนต์ หรือชุมนุมกันทำกิจกรรมใดๆ อันจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่มากขึ้น ขอให้ได้ลองพิจารณาดู

ทั้งนี้ ยังโพสต์อีกว่า อาตมาเห็นหลายคอมเม้นต์พยายามนำรูปพระสังฆราชมาโพสต์ เพื่ออธิบายว่า เรื่องการสวดมนต์ที่ท่านรัฐมนตรีประกาศนั้นเป็นดำริของพระสังฆราช

ประเด็นของอาตมาคือ เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า เป็นดำริของใคร แต่มันเป็นเรื่องที่เราควรเรียนรู้จากอดีต ควรฟังพระราชบันทึกของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ว่าท่านทรงเขียนถึงคำบอกเล่าในการพระราชพิธีอาพาธพินาศไว้อย่างไร

ท่านเขียนไว้ชัดเลยว่า การพระราชพิธีครั้งนั้นนอกจากจะไม่ช่วยขับไล่อะไรแล้ว ยังทำให้โรคระบาดหนักเข้าไปอีก มีทั้งพระสงฆ์และชาวบ้านที่ล้มตายต่อหน้าในขบวนแห่แหนพระพุทธรูปเพื่อประกอบพระราชพิธี

เรื่องนี้เป็นมูลเหตุสำคัญเลยนะ ที่ทำให้ในภายหลัง รัชกาลที่ 5 ท่านไม่ทรงให้ตั้งการพระราชพิธีสวดมนต์เพื่อขับไล่โรคระบาดอีก แต่ให้ทรงหันมาใช้วิธีการทางการแพทย์แทน ทรงให้ปรุงยารักษาโรคขึ้นมาใหม่ 2 ขนาน ให้ตั้งโรงพยาบาลเอกเทศหรือสถานพยาบาลชั่วคราวในการรักษาโรคระบาดหรืออหิวาตกโรคโดยเฉพาะ จนกลายมาเป็นโรงพยาบาลอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้

รัชกาลที่ 5 ท่านทรงมีอัจฉริยภาพมาก แต่ดูเอาเถิด คนในยุคนี้ กลับไปให้ความสนใจในอะไรที่ล้าหลังกว่ายุคสมัยและวิธีคิดของในหลวงรัชกาลที่ 5 เสียอีก อันนี้อาตมาเห็นว่าน่าเสียดาย

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้การ์ตูนอรุณ วันที่ 19 มีนาคม 2563 : โดย อรุณ วัชระสวัสดิ์
บทความถัดไปคนดังโลกพาเหรด ติดเชื้อโควิด-19