‘ซีลิค คอร์พ’ ปรับตัวรับโควิด-19 ย้ำเดินหน้าตามแผนงานธุรกิจเดิม

นายเอก สุวัฒนพิมพ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีลิค คอร์พ จำกัด (มหาชน) หรือ SELIC เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี 2563 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากปี 2563 แม้ว่าในปีนี้จะเกิดเหตุการณ์สำคัญระดับโลกหลายเหตุการณ์ ที่อาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินการของภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมโดยรวม ซึ่งบริษัทฯมีการติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับตัวเพื่อป้องกันอุปสรรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงได้เตรียมพร้อมรับมือเพื่อให้การดำเนินการยังคงเป็นไปตามแนวทางกลยุทธ์ที่ได้วางไว้ โดยยอมรับว่าจากสถานการณ์ของโรคระบาดไวรัสโควิด-19 บริษัทฯมีการเตรียมความพร้อมหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านแผนการจัดหาวัตถุดิบ โดยมีการจัดหาตัวแทนจัดหาสินค้าใหม่สำรองไว้ 2-3 รายเป็นอย่างต่ำ ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯยังไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากฐานลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่ อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างหลากหลาย โดยส่วนมากเป็นลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมที่มีคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีข้อดีจากการกระจายตัวของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ เครื่องดื่ม อาหาร และรองเท้า แต่หากสถานการณ์ยังไม่สามารถบรรเทาได้ จะมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลกระยะยาว

“สำหรับกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินงานยังคงมองในเรื่องหลัก คือ การขยายตัวของรายได้ของทั้งสองธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวโดยการเปิดตลาดใหม่ หรือการขยายตัวจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การบริการที่มีความต้องการของลูกค้าเป็นที่ตั้ง และการมุ่งเน้นด้านการพัฒนานวัตกรรมผ่านงานวิจัยและพัฒนา เพื่อให้เกิดการสนองความต้องการของลูกค้าให้มากขึ้น พร้อมมุ่งสู่การเป็นผู้นำในทั้งสองธุรกิจ หากพิจารณาด้านอุตสาหกรรมโดยตรงของทั้งธุรกิจกาวอุตสาหกรรม และธุรกิจสติ๊กเกอร์ พบว่าแนวโน้มความต้องการของตลาดทั้งสองธุรกิจ มีการเจริญเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่มีการเติบโต ซึ่งคาดว่าแทบจะสูงที่สุด โดยแนวโน้มนี้เป็นสัญญาณที่ดีในการขยายตัวของบริษัทฯ และยังคงเป็นปัจจัยบวกสนับสนุนต่อการเติบโตของปีนี้” นายเอกกล่าว

นายเอกกล่าวว่า นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี โดยตัวเลขในปี 2562 ที่ผ่านมาเป็นตัวสะท้อนที่ดี ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนขายที่ลดลงส่วนหนึ่ง เป็นผลมาจากการควบรวมกิจการ ทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาดการต่อรองและตรึงราคาซื้อขายกับกลุ่มคู่ค้าสำคัญและการหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ รวมถึงแสวงหาวัตถุดิบทดแทน ทำให้สามารถบริหารจัดการได้ดีขึ้น โดยกลุ่มบริษัทจะยังคงพยายามและมุ่งมั่นรักษาผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้ประโยชน์จากการส่งเสริมกันและกันของทั้งสองธุรกิจ ให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทั้งในด้านการเติบโตของยอดขาย และด้านการบริหารต้นทุน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เฮ! พรุ่งนี้ กฟน.-กฟภ. จ่ายคืนเงินประกันค่าไฟฟ้าเป็นวันแรก เผยล่าสุดมีผู้ลงทะเบียน 4.10 ล้านราย งบ 7.06 พันล.
บทความถัดไปญาติผู้ต้องขังเรือนจำจ.บุรีรัมย์ แห่ถามหาบุตรหลานที่ถูกย้ายไปเรือนจำอื่นหลังเกิดเหตุจลาจล